Keys-Project

Keys - 13 กุญแจไขปริศนา โรงเรียนมรณะ
ตอนที่ 4 : ฆาตกรรมในห้องสมุด

*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

"กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!"

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความกลัว เหงื่อซึมออกมาจากรู้ขุมขนเกาะอยู่ทั่วใบหน้า ภาพในฝันเมื่อครู่ยังคงติดตาฉัน มันเหมือนจริงมากจนฉันต้องเผลอมองไปรอบ ๆ ตัว ทำไมหมู่นี้ฉันถึงฝันเห็นแต่เรื่องแบบนี้นะ

กริ๊ง กริ๊ง...

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ฉันตบที่ปุ่มเพื่อให้มันหยุดร้อง ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวไปโรงเรียน น้ำเย็น ๆ ช่วยให้ฉันสบายใจขึ้นมาก ภาพในฝันเมื่อครู่เริ่มเลือนลางออกจากความทรงจำ สมองของฉันปลอดโปร่งขึ้นมาก

ฉันเดินไปที่หน้ากระจกในห้องน้ำ เงาสะท้อน ๆ ของฉันปรากฏขึ้นบนกระจก แต่มันเป็นเงาเลือนลางเนื่องจากฝ้าที่เกาะอยู่บนกระจก ฉันก้มลงไปที่อ่างล้างหน้าแล้วเปิดน้ำวักเข้าล้างหน้าตัวเอง ในใจก็ยังคงคิดย้อนกลับเข้าไปในฝันเมื่อครู่ แต่สงสัยมันจะเลือนลางมากแล้ว เพราะฉันจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลย

ครืด.....

เสียงน้ำไหลไปตามท่อระบายน้ำฟังดูน่ากลัว ฉันสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็หายตกใจอย่างรวดเร็วเพราะความเคยชิน เสียงครืดคราดแบบนี้ดังขึ้นทุก ๆ ครั้งที่มีคนราดน้ำ ฉันส่ายหน้าให้กับตัวเอง เพราะทุกครั้งไม่เคยสะดุ้งขนาดนี้

กระจกส่องหน้าขึ้นฝ้าไปหมดเพราะความชื้นของไอน้ำ ฉันเอามือลูบกระจกเพื่อให้ฝ้าทั้งหลายหายไป

ภาพที่สะท้อนในกระจกทำให้ฉันตกใจและหวาดกลัว ภาพที่ปรากฏเป็นใบหน้าของฉัน ใช่! มันเป็นภาพใบหน้าของฉันเอง .... แต่เงาเลือนลางที่ปรากฏขึ้นข้างหลังฉันล่ะ เงาที่เหมือนกับใบหน้าของผู้หญิงอีกคน ถึงแม้จะเลือนลางแต่ฉันก็รู้ว่าใบหน้าของเธอบูดเบี้ยว และมีเลือดไหลอาบอยู่ทั่ว ตาของเธอไม่ได้ลางเลือนเหมือนส่วนอื่นบนใบหน้าของเธอ มันกำลังจับจ้องมาที่ตาของฉัน ตาของผู้หญิงคนนั้นสีแดงและมีเลือดไหลออกมาจากเบ้าตาตลอดเวลา

ร่างกายของฉันสั่นไหวด้วยความเกร็ง แต่มันขยับไม่ได้ ...

ฉันเห็นรอยยิ้มของเธอ ในขณะที่เธอเริ่มเอามือมาลูบไล้ที่คอของฉัน เลือดที่ติดมือของเธออยู่ไหลลงมาเปรอะที่คอของฉันเยิ้มไปหมด ฉันขยะแขยงเลือดสีแดงข้นจนเกือบเป็นสีดำที่ติดคอฉันอยู่ ฉันพยายามจะร้องดัง ๆ ให้ใครก็ตามได้ยิน แต่การตะโกนจนสุดแรงเกิดของฉันกลับไม่มีเสียง

"หนังสือ....."

เสียงแหบแห้งของเธอดังขึ้นเบา ๆ ที่ข้างหู ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ขยับปากของเธอเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นฉันก็หน้ามืดจนเกือบจะล้มลงไป แต่โชคดีที่เกาะอ่างล้างหน้าเอาไว้ได้

เธอหายไป .... หายไปแล้ว ... หายไปพร้อมกับรอยเลือดที่ติดอยู่บนคอของฉันด้วย

"หนังสือ...." ฉันทวนคำที่ได้ยินอีกครั้ง สมองพยายามทำความเข้าใจในความหมายของคำพูดนั้น แต่ฉันก็ไม่อาจเข้าใจความหมายที่เธอพยายามสื่อได้อยู่ดี

ฉันเอามือกุมหัวใจที่เต้นรัวของตัวเองไว้ เมื่อครู่อาจเป็นแค่ภาพหลอน ภาพที่สมองของฉันสร้างขึ้นเอง ฉันเริ่มเดาว่าโรคเครียดกำลังถามหาฉัน ถึงว่าพักนี้ฝันถึงแต่เรื่องแปลก ๆ ขนาดตื่นแล้วภาพพวกนี้ยังตามมาหลอนอีก

ฉันเดินออกจากห้องน้ำเพื่อไปแต่งตัว ในใจก็คิดว่าเรื่องในห้องน้ำเป็นแค่ความคิด

แต่อีกใจก็คิดว่ามันเป็นแค่ภาพหลอนจริงหรือ ....

....................................................

"นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ"

"สวัสดีครับ/ ค่ะคุณครู"

ครูดวงทิพย์จอมเฮี้ยบเดินออกจากห้องอย่างรีบร้อนผิดวิสัย คาบวิชาสังคมของเธอเป็นคาบที่กลุ่มของฉันอึดอัดมากเนื่องจากไม่ได้คุยกัน ก็เธอโหดซะขนาดนั้น ใครกล้าคุยกันก็เจอหยิกพุงไส้แตกกันพอดี พอหมดคาบ มันก็เป็นเวลาที่นักเรียนทุกคนระเบิดความอึดอัดของตัวเองออกมา คล้ายฝูงนกกระจอกแตกรัง

"ฉันล่ะเบื่อสังคม!" คำพูดแรกของยัยมินต์ ไม่อยากจะบอกว่ามันตรงกับความคิดของฉันเป๊ะ

"ใช่" นายชนะเสริม "สอนก็ไม่รู้เรื่อง ยังอยากให้นักเรียนตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเอายังเข้าใจมากกว่านี้อีก"

ฉันหัวเราะ ไม่ใช่เหตุผลอะไรอื่น นอกจากว่าคำพูดของมันทุกคำพูด ตรงกับที่ฉันคิดเป๊ะ

นี่ฉันไม่ต้องด่าอาจารย์ ก็มีเพื่อนด่าให้หรือนี่ ...

"ต่อไปวิชาอะไร" ฉันเอ่ยปากถาม เพราะปกติไม่เคยจำตารางเรียนอยู่แล้ว

"ภาษาไทยมั้ง..." ส้มตอบลอย ๆ ก่อนเสียงหัวหน้าห้องจะดังขึ้นยืนยันอีกครั้ง

"ภาษาไทย เรียนที่ห้องสมุดนะครับ"

ให้ตายเถอะ! นี่ฉันต้องเดินเรียนหรือนี่ ห้องเรียนมีไว้ทำอะไรนะ!

พวกเราเตรียมสมุดหนังสือเสร็จก็ค่อย ๆ เดินตามเพื่อนคนอื่นไปที่ห้องสมุด กลุ่มพวกฉันถือเป็นกลุ่มที่อืดอาดที่สุดก็ว่าได้ถ้าหากได้เดินเรียนล่ะก็ ยกเว้นก็แต่วิชาคอมพิวเตอร์ที่ต้องไปเรียนที่ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะ ที่กลุ่มของฉันจะเร็วได้ .. ก็มันมีอินเตอร์เน็ตให้แอบเล่นนี่นา

เมื่อมาถึงห้องสมุดพวกเราก็ได้แปลกใจจนฉันเหงื่อแตกพลั่ก เมื่ออาจารย์ที่สอนอยู่ไม่ใช่อาจารย์วิชาญจอมโหดคนเดิม จากอาจารย์ผู้ชายสไตล์เพศที่สามกลับกลายมาเป็นอาจารย์สาวสวยหน้าตาดี ยิ้มหวานดูน่ารัก แถมไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตา สงสัยเป็นอาจารย์ใหม่ ...

แต่ที่ทำให้ฉันเหงื่อแตกพลั่กในตอนนี้ ก็คงเป็นเพราะ...

อาจารย์คนนี้กำลังตั้งครรภ์อยู่ ....

"ครูชื่อศศิพรนะคะ จะมาสอนวิชาภาษาไทยแทนครูวิชาญที่ย้ายไปสอน ม.ต้นแทน มีใครสงสัยอะไรอีกไหมจ๊ะ" อาจารย์คนใหม่แนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่เรียกว่ามีเสน่ห์ เพราะอ่อนหวานน่าฟัง ผิดกับเสียงตวาดแว้ด ๆ ของอาจารย์วิชาญนั่น ...

แต่เสียงนี้ก็ทำให้ใจฉันเริ่มหวั่น ๆ ถ้าเสียงแหลมขึ้นอีกนิด สั่นอีกหน่อย มันก็จะเป็นเสียงเดียวกับผู้หญิงท้องที่อยู่ในฝันของฉัน ...

ถึงจะไม่คุ้นหน้า แต่รูปร่างของเธอ คล้ายกับภาพในฝันของฉันอย่างมาก

พระเจ้า .... ฉันชักจะเชื่อตะหงิด ๆ แล้วสิว่าฝันของฉันบอกเหตุ

แต่ว่า...พี่กายก็ยังไม่ตาย ยังไม่มีใครตาย ฝันนั่นโกหกชัด ๆ โครงกระดูกจำลองก็ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่านฆ่าคน

บางทีฉันอาจคิดมากไปก็ได้ ...

"เอาล่ะ เข้าใจกันแล้วใช่ไหมว่าทำไมครูถึงเรียกนักเรียนมาห้องสมุด เอาล่ะไปเลือหนังสือกันได้แล้วจ้ะ" เสียงอาจารย์ปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ นักเรียนพากันแยกย้ายไปหาหนังสือตามคำสั่งอาจารย์ แต่ฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย ก็ฉันไม่ได้ฟังนี่นา ช่างเหอะ สงสัยให้หาหนังสือที่ชอบกระมัง

ฉันชอบนิทาน ...

ฉันเดินเข้ามาถึงชั้นหนังสือนิทาน นิทานใหม่ ๆ หาไม่ได้เท่าไหร่ คงเพราะไม่มีเด็กบ้าที่ไหนมาอ่านหนังสือในห้องสมุดน่ากลัวแบบนี้หรอก ฉันเลือกนิทานยอดฮิต"หนูน้อยหมวกแดง"ติดมือออกมา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นโครงกระดูกจำลอง

ไม่รู้ฉันจะรู้สึกไปเองรึปล่าว? แต่ฉันว่าหัวมันเอียงไปนิดหน่อย แขนก็งอ ๆ แล้วก็ ....

แล้วก็.....

มีดที่เปื้อนเลือดสีแดงสด มีดที่อยู่ในมือของมัน มันกำมีดนั้นแน่น .... เลือดที่ติดอยู่มีดยังสด ๆ อยู่เพราะมันยังหยดลงพื้นติ๋ง ๆ ปลายมีดมีเศษเนื้ออะไรสักอย่างติดอยู่ ฉันเริ่มผวา ถึงแม้ตอนนี้โครงกระดูกบ้านี่จะไม่ได้ขยับ แต่มันก็ทำให้ฉันกลัวชนิดที่ว่าก้าวไม่ออก

กึก ....

เสียงประหลาดที่คุ้นหู มันเป็นเสียงพื้นไม้ลั่นตอนที่ฉันก้าวถอยหลังนั่นเอง แต่เมื่อเสียงนี้ดังขึ้นอีกครั้งทางด้านซ้ายมือ มันก็ทำให้ฉันหันไปมอง

ผู้หญิงคนเดิมที่ฉันเจอเมื่อเช้า คราวนี้ฉันไม่ได้เห็นเพียงแค่ลางเลือน มันชัดเจนมากจนฉันแทบเป็นลมล้มพับ เมื่อรายละเอียดที่ติดอยู่ตามตัวเธอคือรอยกรีดผิวหนังสด ๆ นับร้อยแผล เลือดสีดำไหลซึมออกมาจากรอยแผลนั้นแล้วค่อย ๆ หยดลงพื้นอย่างยากลำบากเพราะความเหนียวข้น ลูกตาของเธอย้อยลงมาคล้ายจะหลุดออกจากเบ้า เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากดวงตาคล้ายน้ำตาที่ไหลนองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ปากสีซีดของเธอถูกแต้มด้วยสะเก็ดแผลสีดำที่มุมปาก เธอนอนล้มอยู่ที่พื้นและทำท่าจะคลาน

แต่เธอไม่ได้คลานมาหาฉัน ......

ร่างของหญิงสาวขยับไปอีกทาง เธอคลานเข้าไปที่ชั้นหนังสืออีกชั้นที่อยู่ถัดเข้าไป สายตาที่เธอมองฉันก่อนที่เธอจะเริ่มคลาน มันยั่วยวนให้ฉันออกเดินตามเธอไปโดยไม่ตั้งใจ บรรยากาศรอบตัวมืดลงไปโดยที่ฉันไม่รู้ตัว กลิ่นคาวคละคลุ้งลอยมาเตะจมูกฉัน นี่ต้องเป็นภาพหลอน รึไม่ก็ฝันแน่ ๆ ... ต้องใช่แน่ ๆ ...

แต่ตอนนี้ฉันยังรู้ตัวดีทุกอย่าง นี่ไม่ใช่ฝัน ... ภาพที่ฉันได้เห็นตรงหน้าก็ไม่ใช่ฝัน ภาพของร่างไร้วิญญาณที่ถูกเจาะกระโหลกควักเอาสมองไป ร่างที่ใบหน้าถูกถลกออกไป และลิ้นก็ยื่นออกมาจนถึงคาง

ฉันกรีดร้องลั่นห้องสมุด .....

ก่อนที่ภาพทุก ๆ อย่างจะดับไป

....................................................

ในความมืดมิด ... มืดที่เรียกว่ามืดสนิทจนไม่สามารถใช้ดวงตามองรอบกายเพื่อจะได้เจออะไรสักอย่าง ... ความหนาวเย็นจับผิวกายจนขนลุกขึ้นชูชัน ฉันสัมผัสได้ถึงลมแผ่วเบาที่สัมผัสผิวกายชื้น ๆ เสียงหวือ ๆ อื้ออึงไปทั่ว ฉันกำลังยืนหนาวเหน็บอยู่คนเดียวในความมืดมิด และเงียบเหงานี้

ฉันลองก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว .. เสียงจ๋อม ๆ และความเย็นยะเยือกของพื้นที่ฉันเหยียบบอกให้ฉันรู้ว่าฉันกำลังอยู่ในสถานที่ที่มีน้ำขัง

ดวงตาของฉันเริ่มปรับสภาพให้รับแสงได้มากขึ้น บรรยากาศรอบ ๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นมืดสลัวแทน ...

ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ... ใครบางคนที่ฉันคุ้นเคยยืนอยู่ข้างหน้า ห่างจากฉันไปไม่ไกลเท่าไหร่นัก

"พี่กาย" เสียงพึมพำแผ่วเบาของฉันสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ชายตรงหน้ายังคงยืนนิ่งเฉย ฉันย่างก้าวด้วยความเร็วหวังจะได้เข้าใกล้พี่กาย แต่เขากลับหันหลังให้แล้วเดินจากไปในเงามืดนั้น

"พี่กาย..!" ฉันตะโกนเสียงดังจนเสียงสะท้อนดังก้องจนแสบแก้วหู แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าพี่กายจะหันกลับมา เขายังคงเดินเอื่อยเฉื่อยตรงไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่มีจุดหมาย เสียงหนูตัวเล็ก ๆ ร้องจิ๊ด ๆ อยู่ทั่วบริเวณเหมือนกำลังหัวเราะเยาะฉัน

ใช่ ... มันกำลังหัวเราะเยาะเย้ยฉัน เพราะตอนนี้ฉันหยุดวิ่งด้วยความเหนื่อย ฉันร้องไห้ ... น้ำตาไหลเจ่อนองไปทั่วใบหน้า กลิ่นเหม็นหืนของน้ำที่นี่ไม่ทำให้ฉันขยะแขยง ฉันจึงทรุดนั่งลงไปยังพื้นที่มีน้ำเหม็น ๆ ท่วมขังอยู่

พี่กายหยุดเดินแล้ว แต่ไม่ใช่เพื่อรอฉัน เขารอผู้หญิงคนนั้นต่างหาก ... ผู้หญิงที่กำลังเดินมารับเขา แล้วทั้งคู่ก็เดินลึกเข้าไปในความมืดด้วยกัน ...

ที่มือของผู้หญิงคนนั้น คือหนังสือสีขาวที่เนื้อในเหลืองกรอบ หนังสือเล่มนั้น ....

หนังสือ...

พลันเกิดแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าพุ่งมาจากข้างหลังฉัน แสงนั้นสว่างมากจนฉันต้องเอามือปิดตา ความร้อนของมันทำให้ฉันถึงกับรู้สึกแสบร้อนผิวหนัง .... แต่มันก็เป็นแสงสว่างที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ....

....................................................

ฉันลืมตาขึ้น ... ตาที่ไม่ได้ปรับสภาพรับแสงสว่างเข้าเต็ม ๆ จนต้องหลับตาลงไปใหม่ ฉันกระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ม่านรับแสงของตาปรับสภาพ ...

ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาด ... บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเงียบสงบ ลมแผ่วเบาที่พัดมาต้องกายทำให้ใจของฉันสบายขึ้น ฉันหันมองไปรอบ ๆ ตัว ทุกอย่างในห้องเป็นสีอ่อนสบายตา ขวดสีชาติดฉลากวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางของ ฉันรู้ทันทีว่าที่นี่คือห้องพยาบาลของโรงเรียน ...

ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ ....

เมื่อครู่ฉันยังอยู่ในห้องสมุด ... ใช่! ศพที่เหมือนในฝันนั่น .. ตอนนี้ความทรงจำของฉันถูกเรียกออกมาจนหมด ฉันกระโดดลงจากเตียงทันที แต่ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกมึนและหน้ามืดจนทรงตัวไม่อยู่

"โอ๊ะ!"

อ้อมแขนใหญ่แข็งแรงรับร่างใหญ่ ๆ ของฉันเอาไว้และประคองร่างของฉันขึ้นไปนั่งบนเตียง ฉันหายหน้ามืดแล้วแต่ยังคงมึน ๆ อยู่ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบของตำรวจ ยศที่ติดอยู่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เป็นนายตำรวจชั้นผู้น้อย แต่เขาก็ดูหนุ่มมากจนไม่น่าจะมียศชั้นสูงขนาดนั้นได้

เขาเป็นผู้ชายร่างใหญ่ เสื้อรัดรูปของเครื่องแบบตำรวจทำให้ฉันเห็นกล้ามใหญ่ ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแบบนั้น ผิวของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยแต่ก็เนียนพอที่จะสะกดสายตาของสาว ๆ อย่างฉันให้มองใบหน้าของเขาได้ เขาเป็นคนที่จมูกโด่งเป็นสันและคิ้วเข้มมาก ถึงเขาจะไม่ใช่คนผิวขาว แต่คิ้วสีเข้มนั้นกลับเข้ากับใบหน้ารูปไข่ของเขา แววตาของเขาเป็นประกายตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่สบตากับฉัน

"ขอโทษนะคะ" ฉันกล่าวขอโทษในขณะที่พยายามยืนขึ้นอีกครั้ง

"ไม่เป็นไรครับ" เขาบอกปัดคำขอโทษของฉันด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนรำคาญ

"งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ" ฉันเดินผ่านเขาไป แต่เขากลับยื่นมือมาจับแขนฉันไว้แน่น

"เดี๋ยวก่อนครับ คุณยังไปไหนไม่ได้"

"ทำไมล่ะคะ"

"เพราะคุณต้องถูกสอบปากคำเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในห้องสมุดก่อนน่ะสิครับ คุณถือเป็นพยานปากสำคัญเลยทีเดียว ..." เขาอธิบาย แต่ไม่รู้ว่าฉันหูฝาดไปหรือปล่าว เพราะตอนท้าย ๆ ประโยค ฉันได้ยินเขาพึมพำว่า "หรืออาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยด้วย....."

เขาจูงมือฉันออกจากห้องพยาบาลไป หน้าห้องมีตำรวจอีกหลายนายยืนรออยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนฉันจะเป็นคนสุดท้ายในการสอบปากคำ นายตำรวจคนนั้นพาฉันไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนข้าง ๆ อาคาร

"ก่อนอื่นผมต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมคือร้อยตำรวจเอกนพพร เจริญทรัพท์..." เขาแนะนำตัวโดยเน้นเสียงที่ยศมากกว่าชื่อตัวเองเสียอีก "ผมมาทำคดีเกี่ยวกับการตายของนายวรุตม์ พิพิธกูลซึ่งเป็นนักเรียนของ....."

ตอนนี้ฉันไม่ได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัวแล้ว หัวใจฉันมันเต้นผิดจังหวะไปหมด ชื่อของศพที่ฉันเจอในห้องสมุดเป็นชื่อจริงและนามสกุลของพี่กาย ชื่อของคนที่ฉันเพิ่งจะงอนเขาเมื่อวาน ชื่อของคนที่ยิ้มให้ฉันโดยไม่รู้ว่าฉันกำลังโกรธเขาจนเลือดขึ้นหน้า ชื่อของคนที่ฉันคลั่งไคล้มานานจนสิ่งที่ฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบเขาให้กับฉัน ชื่อของคนที่ฉันรู้สึกดีด้วย ชื่อของคนที่ฉันเกือบจะเรียกว่ารัก ...

ฉันปล่อยโฮออกมาทันที จนนายนพพรตกใจจนทำหน้าเอ๋อ ก็ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังเวลาที่คนที่เรารู้จักตายในสภาพอย่างนั้น ....

"ป..เป็นอะไรไปครับ" เสียงของนายตำรวจนุ่มขึ้นทันที

"...ฉัน...ฉัน...." ฉันคิดคำพูดไม่ออกจริง ๆ ในตอนนี้ ฉันคิดไม่ออกว่าจะต้องทำยังไงนอกจากก้มหน้าลงพื้นแล้วร้องไห้ออกมา

มือหยาบ ๆ ยื่นมาเพื่อเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มฉัน เรียกให้สติของฉันกลับคืนมา มีอีกหลายอย่างที่ยังคาใจฉัน และฉันจะต้องรู้ ...

"ไม่ทราบว่าศพของ... เขาอยู่ไหน" ฉันถามนายตำรวจทั้ง ๆ ที่ยังมีคราบน้ำตาอยู่บนใบหน้า ฉันพูดด้วยความยากลำบากเพราะอาการหอบจากการร้องไห้เมื่อครู่

"ทางเราได้ฝากศพไว้กับทางโรงพยาบาลของจังหวัดแล้ว เพื่อการ...."

"ฉันต้องการเห็นศพแล้วก็สภาพศพก่อนที่จะเก็บศพด้วย" ฉันต้องการสิ่งเหล่านั้น เพื่อยืนยันความคิดอะไรบางอย่าง ตอนที่ฉันพบศพฉันก็เป็นลมไปก่อน เลยไม่รู้อะไรอีกมาก

"เดี๋ยวก่อนนะ ... คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น นี่มันหน้าที่ของตำรวจ" นายตำรวจค้าน

"แต่ฉันต้องรู้อะไรบางอย่างก่อน บางที...ฉันอาจรู้ตัวคนร้าย" ฉันเริ่มทำสายตาอ้อนวอน "ฉันจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้คุณฟังแน่นอน แต่คุณต้องช่วยฉัน ... ฉันต้องการอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์"

"คุณบอกว่าคุณรู้ตัวคนร้ายงั้นเหรอ" ชายตรงหน้าถามย้อนด้วยเสียงตื่นเต้น แววตาของเขาเปล่งประกาย ฉันรู้สึกถึงอารมณ์ดีใจ ตื่นเต้น และเล่ห์เหลี่ยมของนายตำรวจคนนี้ เพราะอย่างนี้สินะ เขาถึงได้มียศสูงทั้ง ๆ ที่หนุ่มขนาดนี้

"ก็ไม่แน่ ถ้าคุณช่วยฉัน ... เราจะหาตัวคนร้ายด้วยกัน" ฉันเริ่มต่อรอง จุดอ่อนของตำรวจคนนี้คือความโลภที่อยากจะได้ลาภยศชื่อเสียง ฉันจะใช้จุดนี้ในการดึงตัวเขาเข้ามาช่วย

ดูเหมือนเขาจะครุ่นคิดอยู่มาก เขามองหน้าและสบตาฉันคงเพื่อจะจับโกหกอะไรสักอย่าง แต่เสียใจ...ผู้หญิงมักโกหกได้เก่งกว่าผู้ชาย และผู้ชายก็จับโกหกได้ไม่เก่งเท่าผู้หญิงอีกด้วย ดังนั้น ในเวลานี้ มารยาของฉันที่มีอยู่มากพอควรจากการเรียนรู้ในหมู่เพื่อน ๆ ในโรงเรียนที่จิกกัดกันเป็นประจำ

"คุณจะไม่ช่วยฉันก็ได้ แต่การฆาตกรรมครั้งนี้ลึกลับกว่าที่คุณจะคิดออก เอาล่ะ ลืมเรื่องที่ฉันขอร้องไปซะ แล้วคุณมีอะไรจะสอบปากคำฉันก็เอาเลย"

"ก็ได้ ๆ ผมจะช่วยคุณ" คำพูดของฉันคงจะหนักแน่นพอ จึงทำให้เขาตกลงปลงใจในทันที

"ช่วยฉัน?" ฉันลองแกล้งทำเป็นย้อนเสียงสูง เขาก็พยักหน้าอย่างร้อนรน

"ใช่ ๆ ผมจะช่วยคุณ แต่คุณต้องรู้ฆาตกรแน่นะ"

"แน่นอน .... แต่ตอนนี้พาฉันไปดูรูปที่ถ่ายสถานที่ตายของ....เขาหน่อย" ฉันเริ่มน้ำตาซึมอีกครั้ง แต่ก็กลั้นไม่ให้มันหยดลงอาบแก้มเอาไว้ได้ ชื่อของพี่กายฉันยังไม่อยากพูดขึ้นให้ตัวเองได้ยินอีกเลย เพราะมันอาจทำให้ฉันเสียน้ำตาอีกครั้ง

"งั้นตามมา ..."

.............................................

เขายื่นซองสีน้ำตาลเล็ก ๆ ให้ฉัน มันคงเป็นซองที่เก็บรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ด้วยยศของเขา ทำให้เขาสามารถหลอกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพื่อเอาซองนี้มาให้ฉันได้อย่างง่ายดาย ฉันรับมันมาแล้วเปิดออก ภายในมีรูปภาพที่อัดเรียบร้อยอยู่ 2-3 รูป ฉันเริ่มดูแต่ละรูป มันแทบทำให้ฉันอาเจียนออกมาพร้อมน้ำตา การได้ดูรายละเอียดของศพชัด ๆ อีกครั้งมันทำให้ภาพของศพก่อนที่ฉันจะช็อคจนสลบไปปรากฏขึ้นในหัวอีกครั้ง

พวกเขาถ่ายภาพได้คมชัดและเก็บรายละเอียดได้มาก ใครเป็นคนถ่ายกันนะ... ฉันอยากจะฆ่าเขาซะตอนนี้เลย ... ข้อหาที่ทำให้ฉันต้องมาร้องไห้อีกครั้ง ร้องไห้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่อยากร้องตอนนี้

"เขาเป็นใครที่คุณรู้จักใช่ไหม?" นายตำรวจตั้งข้อสังเกต "คุณจะร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงเขา"

"ใช่.." ฉันยิ้มให้เขาทั้ง ๆ ที่ใจไม่สั่งให้ยิ้มเลยสักนิด "เขาเป็นแฟนฉันเอง เมื่อวานฉันยังมาหาเขาที่ห้องสมุดอยู่เลย"

"คุณเห็นเขาที่ห้องสมุดก่อนเขาจะตาย?" นายตำรวจถามด้วยสีหน้ากระตือรือล้น

"ใช่ ... ฉันมาหาเขา ..." ฉันกำลังจะบอกว่าฉันฝันแปลก ๆ ก่อนที่จะมาหาพี่กาย แต่นายตำรวจผู้บ้ายศศักดิ์กลับชิงถามต่อก่อน

"แล้วคุณเห็นใครอยู่กับเขา ...ในห้องสมุดบ้าง?"

"เอ่อ... ฉันเห็นยายแก่ ๆ คนหนึ่งมาทำความสะอาด ส่วนพี่กาย ... ฉันหมายถึงคนที่ถูกฆ่า กำลังจัดเก็บหนังสือขึ้นชั้นกับบรรณารักษ์อยู่ .... แต่.."

"เดี๋ยว! ทำไมตอนที่ผมสอบปากคำบรรณารักษ์ ... เธอบอกว่า เธอไม่ได้อยู่ในห้องสมุดในวันเกิดเหตุล่ะ"

"อะไรนะ?" ฉันเริ่มสงสัยทันที ทำไมยัยบรรณารักษ์นั่นไม่พูดความจริงล่ะ...

"ผมว่าเริ่มมีอะไรไม่ชอบมาพากล" นายตำรวจยิ้มให้กับความสำเร็จของตัวเองทั้ง ๆ ที่มันยังไม่เริ่มเลย "ร่วมมือกับคุณแล้วมันง่ายอย่างนี้นี่เอง เดี๋ยวผมจะรีบไปจับเธอเลย ..."

"ไม่!...ฉันไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นฆาตกร เราจะไปสอบปากคำเธอกันใหม่ เดี๋ยวนี้!"

"ทำไมจะไม่ใช่ .... ก็เธอโกหก เธอต้องเป็นฆาตกรแน่"

"คิดตื้น ๆ แบบนี้อยากกลับไปยศต่ำต้อยเหมือนเดิมไหมล่ะหา!" เพราะนายตำรวจยังดื้อดึงทำท่าจะไปจับยัยบรรณารักษ์นั่น ฉันจึงต้องรีบห้ามเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ สิ่งที่ฉันต้องการคือจับฆาตกรที่แท้จริง ซึ่งฉันสังหรณ์ว่าไม่ใช่ยัยบ้านั่น และอาจไม่ใช่คน ... ( แต่ในใจฉันจริง ๆ แล้วอยากให้เขาลากยัยนั่นเข้าคุกไปซะจริง ๆ ข้อหาแย่งแฟนชาวบ้าน ...)

"คุณหมายความว่าอะไร?"

"ถามโง่ ๆ ฉันหมายถึงยัยบรรณารักษ์นั่นอาจจะไม่ใช่ฆาตกร เราต้องมีหลักฐาน และต้องคั้นให้ตาย ..."

"แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง?"

"ก็อย่างที่บอก เราจะไปสอบปากคำเธอใหม่เดี๋ยวนี้ ..."

จบตอน 4


edit @ 2006/06/08 23:29:34

Keys - 13 กุญแจไขปริศนา โรงเรียนมรณะ
ตอนที่ 3 : ความฝัน

*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

"กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

ฉันร้องลั่นด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกที ฉันก็กลับมาอยู่ในห้องเรียนอีกครั้ง ฉันมองไปรอบ ๆ ตัวอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่เห็นมันฟ้องว่าอยู่ในห้องเรียน โดยเฉพาะกระดานดำอันใหญ่ที่ติดอยู่ฝาผนังหน้าห้อง มันยังคงมีตัวหนังสือที่อาจารย์เขียนไว้ติดอยู่

นี่ฉันฝันไปหรือเนี่ย???

ฉันเผอเอามือกุมหน้าอก หัวใจของฉันเต้นรัว หยดเหงื่อเกาะพราวบนใบหน้าฉัน ภาพในความฝันเมื่อครู่ยังคงติดตาฉันอยู่

มันเหมือนจริงเหลือเกิน .....

ฉันมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง เย็นมากแล้ว ... ความมืดเริ่มย่างกรายเข้ามาแทนที่แสงสว่างตามธรรมชาติ ท้องฟ้ายังคงเป็นสีคราม ผิดกับก้อนเมฆที่ดูดแสงสีแดงจากดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าเอาไว้ มันเหมือนกับสีของโลหิตที่ลอยตัดกับสีครามของท้องฟ้าอย่างกลมกลืนชวนให้ขนลุก ฝูงนกกาบินกลับเข้ารังส่งเสียงน่ารำคาญ ค้างคาวฝูงใหญ่บินพาดผ่านท้องฟ้าคล้ายแพรผ้าสีดำที่กำลังปลิวไสวอยู่บนท้องฟ้า ...

ฉันลุกขึ้นอย่างสลึมสลือพร้อมกับถือกระเป๋าเดินออกไประเบียงทางเดินหน้าห้องเรียน

ไม่มีใครอยู่ที่ระเบียงเลยสักคนเดียว บรรยากาศแห่งความน่ากลัวนี้ ฉันคุ้นเคยมันอีกแล้ว

ฉันก้าวเดินตรงไปที่ทางออกของอาคาร เสียงฝีก้าวของฉันดังขึ้นเป็นจังหวะ หัวใจของฉันที่เคยเต้นรัวเริ่มเต้นช้าลงแต่ก็ยังไม่เป็นจังหวะ ฉันปาดเหงื่อที่เกาะบนใบหน้าออก

ฉันคิดไปถึงภาพในความฝันอีกครั้ง ...
คนคนนั้น คนที่กลายเป็นศพ ...

เขาเป็นใคร?

ใจฉันเต้นแรงขึ้นอีกแล้ว แค่คิดถึงภาพเมื่อครู่ที่มันยังติดในหัว บางที ฉันควรจะไปที่ห้องสมุด ถ้าหากคนคนนั้นเป็นพี่กายล่ะ!

ฉันออกวิ่งไปที่ห้องสมุด ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับประตูใหญ่ของโรงเรียน อาคารเก่า ๆ ตั้งอยู่เบื้องหน้าของฉัน ประตูไม้เก่า ๆ ปิดเอาไว้ แต่แสงสว่างยังคงส่องออกมาตามซี่ไม้

ฉันยื่นมือออกไปแตะประตู

เอี๊ยด......
มันค่อย ๆ แง้มเปิดออกอย่างง่าย ๆ เนื่องจากไม่ได้ล็อคเอาไว้ ฉันลองส่องมองเข้าไป แสงสว่างส่องออกมาจากโคมไฟที่โต๊ะบรรณารักษ์ แต่ไม่มีใครสักคนประจำอยู่ที่โต๊ะ ฉันพยายามมองตรงลึกเข้าไปในห้องสมุด ที่ชั้นหนังสือต่าง ๆ เพื่อหาดูว่ามีใครอยู่หรือไม่ ฉันมองลึกเข้าไป แต่แสงจากโคมไฟอันเล็กไม่สามารถส่องลึกเข้าไปได้ มันส่องไปได้ถึงแค่ตู้หนังสือที่สามเท่านั้น

"มีใครอยู่บ้างไหมคะ"
ฉันตะโกนเข้าไปก่อนจะเปิดประตูออกให้กว้างแล้วก้าวเข้าไปช้า ๆ
"มีใครอยู่บ้างไหมคะ?"

ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา นอกจากเสียงสะท้อนของฉันเอง ...
กับเสียงกุกกักที่ดังออกมาจากข้างในห้องสมุด .... ลึกเข้าไป
ตอนนี้ฉันก็ได้ตระหนัก ถึงความฝันนั้น

เหมือนความฝันนั้น ... เหมือนจริง ๆ

เสียงกุกกักนั่น ก็อาจจะเป็นเสียงของโครงกระดูกผีเหมือนในฝันของฉันก็ได้
ฉันหันหลังกลับ เตรียมเผ่นหนี ....

แต่มือสีขาวซีดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจับไหล่ของฉัน และรั้งไม่ให้ฉันวิ่งหนีไปไหน
มือนั้นขาวซีดปราศจากสีสัน นอกจากเส้นเลือกที่เห็นทะลุผิวหนังขึ้นมาแล้ว สีเล็บก็ยังสีดำสนิท อีกทั้งผิวหนังของมันยังเหี่ยวย่นและผอมแห้งจนเห็นกระดูกที่โปนออกมา
ฉันจำไม่ได้ว่า ห้องสมุดมีบรรณารักษ์ที่แก่ขนาดนี้ ...
มือนั้นบีบไหล่ฉันเบา ๆ ก่อนจะแรงขึ้นเรื่อย ๆ

"มา...ทำ...อะ...ไร...ที่...นี่" เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นจากข้างหลัง ฉันรู้สึกขนลุกซู่ เสียงนั้นสั่นระริกเหมือนเสียงของคนแก่ เสียงหายใจฟืดฟาดของมันทำให้ฉันอกสั่นขวัญหาย ฉันจินตนาการไปถึงสัตว์ประหลาดที่ดูในภาพยนตร์เมื่อสามวันก่อน

ฉันกลั้นใจเอี้ยวตัวหันกลับไปมอง ... เจ้าของมือและเสียงปริศนา

และฉันก็ได้เห็น ...

ยายแก่คนหนึ่งใบหน้ายิ้มแย้มยืนอยู่เบื้องหน้า เธอขยับปากถามอีกครั้งด้วยคำถามเดิม ฉันอึ้งไปชั่วครู่ และเพ่งไปที่ร่างของหญิงชรา เธอสวมเสื้อสีเหลืองแสดงตัวว่าเป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงเรียน

"เอ่อ ... ฉันมาหาคนน่ะค่ะ" ฉันตอบเธอไป ก่อนจะยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อที่เกาะอยู่บนใบหน้า "แล้ว...มีคนอยู่ในนี้อีกไหมคะ นอกจากคุณยาย"
"อืม...มีอีกสองคน"
"ใครคะ"
"นักเรียนหนึ่งคน กับบรรนารักษ์ ช่วยกันทำงานอยู่ตรงนู้นน่ะ แต่ไฟมันเสีย เลยเปิดไม่ได้" เธอตอบด้วยเสียงเย็นยะเยือก ขณะที่ชี้นิ้วเข้าไปข้างใน ตรงที่มีเสียงกุกกัก

ฉันกล่าวขอบคุณแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือที่หญิงชราชี้ ฉันไม่ชอบคนแก่เท่าไหร่นัก อีกทั้ง เมื่อครู่เธอยังทำให้หัวใจฉันแทบหยุดเต้น ฉันจึงทนยืนอยู่กับเธอนาน ๆ ไม่ได้

เสียงกุกกักดังขึ้น และฉันก็เห็นแสงไฟริบหรี่จากชั้นหนังสือ

พี่กายอยู่ที่นั่น เขากำลังช่วยบรรณารักษ์สาวเก็บหนังสือเข้าชั้นอยู่

"พี่กายคะ" ฉันเรียกเขาเบา ๆ ทั้ง ๆ ที่ในใจอยากจะตะโกนใส่หน้าเขา
"หืม...อ้าว...ฝน มาได้ไง" เขายังยิ้มตอบได้โดยไม่สนใจใบหน้าบึ้งตึงของฉัน อีกทั้งยังทำงานจัดหนังสือต่อไป โดยไม่หยุดรอคำตอบจากฉันเลย

ตอนนั้นฉันรู้สึกโกรธและโมโหพี่กายมาก เขาเห็นฉันเป็นตัวอะไร เขาไม่แสดงอาการท่าทีใด ๆ เมื่อเจอหน้าบึ้ง ๆ ของฉัน เขาแทบจะไม่สนใจฉันเลยด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ฉันเป็นห่วงเขาแทบตาย เมื่อผสมกับความรู้สึกเมื่อครู่ที่ทำให้ฉันหัวใจแทบเต้นออกจากอกแล้ว มันทำให้ฉันฟิวส์ขาดในทันที

"ฉันอุตส่าห์ตามหาพี่ ฉันเป็นห่วสงพี่นะ!!!!" ฉันตะโกนใส่หน้าเขาจนพี่กายสะดุ้ง หนังสือในมือร่วงลงพื้น ฉันมองไปที่บรรณารักษ์สาว ท่าทีของเธอเหมือนไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น มันยิ่งทำให้ฉันมีน้ำโห

"พี่ไม่สนใจฉันเลยใช่ไหม!!" ฉันมองหน้าพี่กายที่ออกงง ๆ เขาไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ
ฉันวิ่งไปที่ประตูทางออก และหยุดอยู่ที่ประตู เผื่อว่าใครบางคนอาจจะตามมาง้อ แต่ก็ไม่ ...

ฉันเริ่มออกวิ่งกลับบ้าน ด้วยน้ำตา .....

...........................................................

ภายในห้องที่มืดสลัว หญิงท้องแก่คนหนึ่งนอนล้มพับอยู่ที่พื้นเย็นเฉียบ รอบกายของเธอเต็มไปด้วยจอบ เสียม บัวรดน้ำ หรือแม้แต่พลั่วอันใหญ่ที่ใช้ขุดดิน เสียงเปิดประตูดังขึ้นเอี๊ยดอ๊าด ก่อนจะตามด้วยเสียงปิดประตูปัง หญิงท้องแก่ลืมตาขึ้นด้วยความสลึมสลือ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ แววตาและสีหน้าของเธอฉายแววหวาดกลัวและตื่นตระหนก

เงาดำของร่างผู้มาเยือนค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ผมของผู้มาเยือนยาวสยาย ทรวดทรงของเงาดำฉายความเป็นหญิงออกมาอย่างชัดเจน ในมือขวาของเธอมีค้อนอันใหญ่ส่องประกายวาววับเมื่อต้องแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ส่วนอีกมือมีกล่องอุปกรณ์สีแดงสด มันส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งมาจากข้างใน คงจะมีอะไรบางอย่างขนาดเล็ก ๆ อยู่เต็มกล่อง

หญิงสาวที่แผ่กายอยู่บนพื้นพยายามขยับตัวหนี แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนองความต้องการของเธอ หญิงสาวอ้าปากพงาบ ๆ หวังเพื่อจะร้องเรียกให้ใครสักคนมาช่วย แต่สิ่งที่ออกมาจากลำคอก็มีเพียงลมปากเปล่าเท่านั้น
ผู้มาเยือนค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ กายของหญิงตั้งครรภ์ เธอเห็นหน้าของผู้มาเยือนชัดเจนขึ้น เธอเป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง แววตาของเธออ่อนโยนแต่ซ่อนความน่าสะพรึงไว้ภายใน เธอใส่เสื้อสีขาว กับกระโปรงสีเทาในแบบยูนิฟอร์มของโรงเรียน เธอคงเป็นนักเรียนคนหนึ่ง

"สวัสดีค่ะ อาจารย์" นักเรียนสาวกล่าวทักทายด้วยเสียงเย็นยะเยือก รอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมคำทักทาย แต่มันกลับทำให้ผู้โดนทักน้ำตาร่วง

หญิงท้องแก่คงเป็นอาจารย์ของเธอ แต่ทำไม......

กึก!
เสียงกล่องเครื่องมือถูกเปิดออก ข้างในมีตะปูเข็มเล็ก ๆ ที่ใช้กลัดสิ่งของจำนวนมาก นักเรียนสาวหยิบเอาตะปูเข็มอันแรกขึ้นมา แล้วจ่อมันไปที่ข้อมือของอาจารย์

แล้วตอกมันลงไปด้วยค้อนขนาดใหญ่ที่เธอเอามาด้วย

หนึ่งเล่ม... สองเล่ม...สามเล่ม... เธอตอกไล่จากข้อมือขึ้นมาเรื่อยๆ ถึงต้นแขนด้านในของอาจารย์สาว แล้ววกไล่ลงมาแถวหน้าอกและซี่โครง คุณครูพยายามร้องครวญครางอยู่ตลอดแต่ไม่มีเสียง... เด็กสาวค่อยๆฝังตะปูเข็มให้อาจารย์ไปเรื่อยๆ บางจุดก็เผลอตอกเสียจนทะลุเข้าไปในร่างของคุณครูจนมิด

ตะปูเข็มเล่มสุดท้ายถูกตอกลงไปอย่างแรง แต่ดูเหมือนลูกศิษย์สาวจะยังไม่พอใจ จึงกระหน่ำทุบลงไปที่ตะปูเข็มเล่มนั้นอย่างหนักมือ จนผิวหนังบริเวณนั้นของอาจารย์ปรากฏรอยจ้ำเขียวคล้ำ เธอจึงพอใจแล้ววางค้อนลง
แล้วค่อย ๆ ล้วงเอาคัตเตอร์ขนาดพกพาจากกระเป๋าออกมาแทน ....

"มาสนุกกันหน่อย"

นักเรียนสาวพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่เอามีดคัตเตอร์ในมือกรีดหน้าท้องพอง ๆ ของอาจารย์สาวให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วถลกเอาแผ่นหนังบริเวณนั้นออกมา เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ซึมออกมาจากบริเวณที่ไม่มีผิวหนัง

"ล้างแผลกันก่อนนะคะ เดี๋ยวติดเชื้อ" เด็กสาวบอกร่างที่นอนน้ำตาไหลอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเดินไปหยิบเอาฝักบัวใกล้ ๆ ที่ภายในบรรจุน้ำจนเต็ม ...

น้ำ...
"น้ำเกลือเข้มข้น ล้างแผลได้สะอาดดีนะคะ"

เด็กสาวค่อย ๆ รดน้ำเกลือจากฝักบัวลงไปที่แผลนั้น ดวงตาของครูสาวเบิกโพลงในทันทีด้วยความเจ็บแสบทรมาน น้ำเกลือเข้มข้นกำลังกัดแผลของครูสาว

เสียงหัวเราะดังมาจากคนที่พอใจในผลงานของตน เธอวางบัวรดน้ำลง ก่อนจะค่อย ๆ กรีดซ้ำที่แผลนั้นอีกครั้งด้วยคัตเตอร์ แรงกดที่มากขึ้นทำให้เกิดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ ที่มองเห็นภายในร่างกายของครูสาว

"ลูกอาจารย์จะน่ารักไหมนะ?" เธอแกล้งถามอาจารย์ แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นครูสาวสลบไปแล้ว "อย่าหลับสิคะ!!"

นักเรียนสาวเอ็ดเสียงดัง ก่อนจะจ้วงแทงหน้าท้องของอาจารย์สาวอย่างแรงจนแผลฉีกออกเป็นแผลขนากใหญ่ ที่มองเห็นเครื่องในของครูสาวได้อย่างชัดเจน เจ้าของร่างที่ถูกทรมานสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความเจ็บปวด
นักเรียนสาวยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นอาจารย์ของตนตื่นขึ้น เธอค่อย ๆ เอามือล้วงเข้าไปในช่องท้องที่ถูกเปิดออกเมื่อครู่ แล้วล้วงเอาไส้ยาว ๆ ออกมาจากช่องท้องของคุณครูแล้วยื่นไปให้เจ้าของอวัยวะดู กลิ่นคาว ๆ ของมันทำให้เจ้าของไส้อาเจียนในทันที

"อ้าว ... อาจารย์เป็นอะไรไปคะ อ๋อ สงสัยแพ้ท้องอยู่ กินอะไรแก้แพ้หน่อยไหมคะ" นักเรียนสาวถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังคล้ายเป็นห่วง แต่การกระทำกลับไม่ใช่ ... เธอค่อย ๆ ยัดเอาไส้ที่อยู่ในมือของตนเข้าไปในปากของครูสาว เธอยัดเข้าไปเรื่อย ๆ จนครูสาวอาเจียนออกมาอีกครั้ง

เลือดสีแดงปนออกมากับอาเจียนของอาจารย์

แต่นักเรียนสาวไม่สนใจ เธอปล่อยมือออกจากไส้ปล่อยให้มันคาปากอาจารย์ไว้อย่างนั้น แล้วเพ่งความสนใจไปที่ช่องท้องของอาจารย์แทน

"ชักอยากจะเห็นหน้าลูกอาจารย์แล้วสิ จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนะ?"

เธอแหวกแผลที่หน้าท้องนั้นให้กว้างออก ก่อนจะล้วงมือเข้าไปควานหาอะไรบางอย่าง เธอควานหาอยู่สักพักโดยไม่ได้สนใจเลยว่าใบหน้าของอาจารย์สาวกำลังเปลี่ยนไป เลือดกำลังทะลักออกจากปากของเธอเหมือนท่อน้ำปะปาแตก นักเรียนสาวควานหาสักพักก็เจอสิ่งที่เธอตามหาอยู่

เธอหยิบมีดด้วยอีกมือแล้วกรีดลงไปที่อวัยวะนั้น มันคือมดลูก หลังจากที่กรีดจนมดลูกฉีกขาดจนหมด เธอก็เห็นตัวอ่อนของทารกวัย 7 เดือนอยู่ข้างใน ...

"น่ารักจริง ๆ นะคะ" เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูมีเลศนัย ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบเอาบัวรดน้ำนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ...

แล้วราดลงไปที่ตัวเด็ก ...

ตัวอ่อนของทารกวัย 7 เดือนดิ้นพล่านไปมาอยู่ในมดลูก น้ำเกลือเข้มข้นพิเศษคงจะกัดกร่อนผิวหนังของเขาอย่างรุนแรง เขาคงแสบทรมานมาก เพราะบางครั้งเขาก็ดิ้นแรงจนน้ำคล่ำกระฉอกออกมาจากมดลูก

น่าเสียดายที่เขาคงจะตายตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก ... ช่างเถอะเพราะตอนนี้น้ำเกลือก็คงจะกัดกร่อนตาเขาไปแล้ว เพราะมันเป็นส่วนที่บอบบางขนาดนั้น

เด็กสาวละสายตาออกจากทารกน้อย แล้วเดินไปหยิบคัตเตอร์ขึ้นมากระหน่ำกรีดลงบนผิวหนังชของครูสาวจนเหวอะหวะไปทั้งร่าง เด็กสาวยิ้มให้กับผลงานของตน ก่อนจะหยิบบัวรดน้ำขึ้นมาแล้วรดไปทั่วร่างของอาจารย์
เธอดิ้นพล่านพร้อมกับกรีดร้องทั้ง ๆ ที่ไม่มีเสียง ... เด็กสาวไม่สนใจ เธอเดินไปที่ตู้เก็บอุปกรณ์ และเลือกกรรไกรตัดกิ่งไม้กลับมาที่อาจารย์ที่ดิ้นพล่านอยู่

เด็กสาวนั่งคล่อมตัวอาจารย์ เธอหงุดหงิดเล็กน้อยที่อาจารย์ไม่หยุดดิ้น เธอมองไปที่ช่องระบายอากาศข้างบน ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงแล้ว เธอมีเวลาเหลืออีกไม่นาน เด็กสาวก้มลงไปจูบที่หน้าผากของอาจารย์ แล้วเอากรรไกรตัดกิ่งไม้นั้นตัดที่จมูกของครูสาวจนมันหลุดออกมาจากใบหน้าของเธอ

เลือดสีแดงสดพุ่งเป็นน้ำพุออกจากใบหน้าส่วนที่เคยมีจมูกของครูสาว

นักเรียนสาวล้วงแผลนั้นด้วยสองนิ้ว แล้วควานหาอะไรสักอย่างในรูจมูกของอาจารย์ เธอยิ้มเมื่อพบสิ่งที่เธอหา
นักเรียนสาวคีบสมองออกมาจากรูจมูกของครูสาวด้วยสองนิ้วนั้น ....

จบตอน 3


edit @ 2006/06/08 23:29:15

Keys - 13 กุญแจไขปริศนา โรงเรียนมรณะ
ตอนที่ 2 : อาถรรพ์ในโรงเรียน


*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

คุณเชื่อเรื่องอาถรรพ์ในโณงเรียนหรือปล่าว?

ฉันเชื่อนะ เพียงแต่ยังไม่กล้าพิสูจน์ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่คำบอกเล่าปากต่อปาก แต่ข่าวลือบางเรื่องก็น่ากลัวจนฉันแทบทนฟังไม่ได้เมื่อมีใครเล่าให้ฟัง บางเรื่องก็ชวนพิศวงงงงวยอยู่เหมือนกัน แต่บางเรื่องมันก็ไม่น่าเชื่อสักเท่าไหร่นัก

นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ฉันกับกลุ่มเพื่อนสนิทมานั่งล้อมวงกันในคาบว่าง เพื่อเล่าเรื่องสิ่งน่ากลัว ๆ ในโรงเรียน

"นี่ ๆ ฉันมีเรื่องใหม่จะมาเล่า เพิ่งมีคนเจอเมื่อไม่กี่วันนี้เอง"
ยัยส้ม เพื่อนสาวจอมสอดรู้สอดเห็นของฉันกล่าวเปิดการประชุม (ซะงั้น) เธอใฝ่ฝันว่าอนาคตจะเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่โด่งดังให้ได้ และฉันว่า เธอต้องเป็นได้แน่ ๆ เพราะแค่คำพูดประโยคเดียว ทุกคนในกลุ่มก็พุ่งสายตามาที่เธอทันที

"อย่าบอกนะ ว่าเป็นเรื่องอาถรรพ์ในโรงเรียนอีกน่ะ" นายชนะ เพื่อนชายหน้าเถื่อน ผู้กลัวผีเข้าสายเลือดกล่าวถามอย่างหวาด ๆ เมื่อครั้งก่อน หมอนี่เกือบเป็นลม ฉันล่ะเสียดายหน้าตาเถื่อน ๆ ของมันซะจริง ๆ ใจปลาซิวเหลือเกิน

ส้มไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้าเนิบ ๆ เพื่อเพิ่มบรรยากาศความน่าขนลุกให้มากขึ้น

ในห้องเรียนตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ฉันและกลุ่มเพื่อนล้อมวงกันอยู่เท่านั้น คนอื่นน่ะเหรอ สงสัยลงไปหาอะไรทำข้างล่างกันหมดแล้ว ไม่เป็นไร นั่งเล่าเรื่องสยองมันก็สนุกดีเหมือนกัน ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งเข้าห้องเวลาอาจารย์เข้าอีกต่างหาก แต่สงสัยบรรยากาศมันจะน่ากลัวไปนิด ไอ้หน้าเถื่อนจึงรีบหดตัวนั่งกอดเข่าด้วยความกลัว พลันไฟในห้องก็ดับ ฤดูหนาวแบบนี้แสงแดดยิ่งมีน้อย บรรยากาศในห้องผสานกับความมืดอย่างลงตัว เจ๊มินต์เพื่อนสาวอีกคนของฉันเดินลงมานั่งข้าง ๆ นายชนะ ฝีมือสร้างบรรยากาศไว้แกล้งคนยังดีเหมือนเดิมนะเจ๊ ...

แต่ว่า บรรยากาศแบบนี้ฉันเคยเจอ ที่ไหนนะ ...


"พวกแกเคยได้ยินเรื่อง 13 สิ่งที่น่าพิศวงในโรงเรียนเราบ้างไหม?" ส้มถามพวกเรา ฉันคิดย้อนไปถึงหนังสือเล่มนั้นของพี่กายแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสนใจคำบอกเล่าของส้มอีกครั้งเมื่อเสียงของเธอดังขึ้นอีก

"เขาเล่ากันว่า ถ้าใครค้นพบสิ่งที่น่าพิศวงทั้ง 13 อย่าง จะต้อง ....." ยัยส้มเล่าประกอบท่าทางที่ดูน่ากลัว ฉันเกือบจะหลบสายตาของเธอที่ส่งมาให้ฉัน แต่ก็ฉุกคิดได้ว่านี่มันเพื่อนฉันไม่ใช่ผีบ้าที่ไหน สงสัยฉันจะคิดผิด ยัยนี่ท่าจะเป็นนักแสดงหนังผีได้ดีกว่า

พลันสายตาก็เหลือบไปเห็น ...... เจ้าชนะนั่งขดอยู่มุมห้อง
มันไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?
ฉันกลั้นหัวเราะไม่อยู่จึงเผลอหัวเราะออกมาเสียงดัง ยัยมิ้นต์ด่าฉันในทันที

"นี่แกเป็นอะไรกันยัยฝน เสียบรรยากาศหมดเลย"
"ก็ฉันตลกไอ้ชนะนี่นา ดูมัน หน้าตาก็ออกจะเถื่อน ดันกลัวผีไม่เข้าท่า .... ทำไมไม่เอาอย่างไอ้แว่นล่ะ"
ฉันว่าให้ไอ้ชนะ ก่อนจะโยนไปให้นายแว้น เพื่อนชายหน้าหวานของฉัน มันไม่ได้ใส่แว่นตาเหมือนกับชื่อของมันหรอกค่ะ เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์แทนแล้ว พระเจ้า! มันหล่อไม่แพ้พี่กายเลยค่ะ แต่ฉันก็ชอบมันไม่ลง ทุก ๆ คนในโรงเรียนก็รู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้

แบบว่า มันซาดิสม์มาก เล่นกับใครที .... เลือดสาด (พูดซะเวอร์ ที่จริงก็แค่ทุกครั้งต้องมีแผล ก็แค่นั้น ...) อีกอย่าง มีข่าวลือมาว่า มันเป็นเกย์ เดินควงผู้ชาย ช่างเหอะ ยังไงก็เพื่อนเรา โชคดีที่มันเป็นคนเก็บตัว เงียบขรึม ไม่ค่อยเล่นกับใคร (เมื่อกี้ก็เงียบซะฉันลืมว่ามันนั่งอยู่ข้าง ๆ) ก็เลยลดดีกรีความโหดของมันได้นิดหน่อย

"โยนมาอีก ระวังจะได้ตายอย่างทรมาน" นั่นไงคะ มันแสดงธาตุแท้ออกมาแล้ว
"เล่าต่อสิ" ฉันบอกยัยส้ม

เธอถอนหายใจ เพราะต้องสร้างบรรยากาศอีกครั้ง ฉันมองไปที่มินท์ ยัยนั่นทำภาษามือแปลก ๆ พูดกับฉัน ฉันพยักหน้าเข้าใจ (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เข้าใจ) ก่อนจะหันไปทางยัยส้มที่กำลังฝอยน้ำลายแตกฟองอยู่ข้างหน้า แต่ก่อนที่ฉันจะเริ่มจับใจความได้ เสียงกระโชกโฮกฮากก็ดังขึ้นจากข้างหลัง

ทุกคนหันไปดู ....

"ปล่อยนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้ ยัยทอมบ้า!!!!!"

ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนหรอกค่ะ เสียงของนายชนะนั่นเอง มันโหวกเหวกก็เพราะยัยมิ้นท์กำลังคลานท่าผีตามแบบฉบับหนังผีญี่ปุ่นไปจับขามัน ทุกคนหัวเราะอย่างสมเพชให้กับมัน ยกเว้นยัยส้มนั่นแหล่ะ ที่ทำท่าหมดอารมณ์เม้าท์อยู่ที่เก่า เธอค่อย ๆ คลานออกไปจากห้องอย่างช้า ๆ

ถ้าปกติ เธอต้องด่าแหลกลานข้อหาไม่ยอมฟังเธอ แต่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จะปรับปรุงตัวได้ ....

นี่แหล่ะค่ะกลุ่มเพื่อนของฉัน น่ารักไหมคะ? ไม่ต้องตอบหรอกค่ะ เพราะฉันก็รู้ตัวดีว่าพวกมันไม่เห็นจะน่ารักตรงไหน แต่ก็อย่างว่า พวกนั้นมันเป็นเพื่อนสนิทของฉัน เพื่อนที่ฉันรักมาก พวกเราคบกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ถึงแม้พวกมันจะเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมากก็ตามที อย่างยัยส้ม เมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่ยอมคน ใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญ โมโหง่าย เพื่อนห้ามขัดใจ เดี๋ยวนี้ขัดใจมันได้แล้ว มันจะเดินหนีไปเองเหมือนเมื่อครู่น่ะค่ะ ยัยมิ้นท์กับชนะก็เหมือนกัน เมื่อก่อนนายชนะจะเป็นฝ่ายแกล้งยัยมินท์ตลอดเลย แต่หลังจากที่มิ้นท์ค้นพบแล้วว่าตัวเองเป็นทอมจะดีที่สุด ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เจ้าแว่นก็อีกคน เดี๋ยวนี้โปรยเสน่ห์ไปทั่ว ทั้งชายทั้งหญิง (ที่อยู่โรงเรียนอื่น) ตามจีบมันตรึม ใครจีบติดก็คงจะทรมานจนกว่าจะตายไปข้าง (คิดดูสิคะ มันเคยเล่นมวยปล้ำกับเจ้าชนะ ในสภาพที่มันน่าจะแพ้ชัวร์ ๆ จากขนาดของร่างกายที่เป็นรองมาก ๆ แต่มันก็ชนะ ด้วยท่าทรมานที่ฉันเห็นยังทำหน้าแหย)

ตึง!!!

เสียงประตูห้องเปิดออก เรียกให้พวกเราหันหน้าไปมอง ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น เขากำลังหาวนอน

"มาสาย" ไอ้แว่นทักเจ้าคนที่โผล่มา
"แบบนี้เขาไม่เรียกว่ามาสายหรอก เรียกว่ามาบ่ายต่างหาก" นายชนะเสริม
"เออ ๆ เมื่อคืนนอนดึก วันนี้ก็เลยตื่นสาย" คนโดนทักแก้ตัว "ไม่เหมือนพวกเอ็ง นอนดึกดันตื่นเช้าได้ เหมือนคนแก่"

ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ใครหรอกค่ะ เขาก็เป็นเพื่อนในกลุ่มฉันอีกคน เขาชื่อว่าดัมพ์ค่ะ เป็นคนที่น่ารักมาก ผิวสวยเนียนสีแทนกระแทกใจสาว ผมเกรียน ๆ สเป็คฉัน ตาโต จมูกโด่ง เฮ้อ.....! เสียอย่างเดียว และเป็นอย่างเดียวที่ทำให้ฉันไม่กล้าจะชอบมัน ก็มันออกจะเหมือนเจ้าแว่น แถมตัวใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า

แถมเจ้าชู้มาก ...

"แล้วคิดยังไงถึงถ่อมาโรงเรียนได้ อีกสองคาบก็เลิกเรียนแล้วนิ" ฉันเอ็ดมันแต่มันก็ทำหน้าตายกลับมา มันชอบทำหน้าตายแบบนี้เสมอ ฉันล่ะเกลียดจริง ๆ

"ทุเรศเอ้ย!" มิ้นท์ด่ามันกลั้วหัวเราะ

ดัมพ์เดินไปที่โต๊ะตัวเองแล้วทุ่มกระเป๋าลงไปวางไว้บนโต๊ะ มันฟุบลงไปนอนทันที มันนั่งข้าง ๆ เจ้าแว่นและนายเถื่อนชนะ พวกมันสามคนฮ็อตมากในโรงเรียน ถึงแม้จะไม่มีใครกล้ามาจีบพวกมัน แต่ก็มีคนแอบซุ่มสังเกตสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ผิดกับผู้หญิงในกลุ่ม ที่ออกจะเห่ยสนิทชนิดที่ว่าไม่มีชายใดกรายสายตามามอง

ช่วงนี้ข่าวเรื่องฉันคบกับพี่กายเริ่มแพร่ไปทั่วโรงเรียนแล้ว เพื่อน ๆ ในห้องมักจะมาสัมภาษณ์ฉันแบบละเอียดยิบเสมอ ๆ แต่ฉันก็ตอบปฏเสธผ่าน ๆ ไปทุกคน เพราะไม่ต้องการให้มีใครอิจฉาหรือรังเกียจคนเฉิ่ม ๆ อย่างฉัน (ทั้งที่ในใจอยากจะโปรโมทอย่างแรง)

ว่าไปแล้ววันนี้ฉันก็ยังไม่เห็นพี่กายเลยแฮะ ..

หรือว่าไปมีกิ๊กใหม่! ไม่ยอมแน่นอนฉัน .... ถ้าจับได้แม่จะจับตบ และถีบ กระทืบให้จมธรณี เอ๊ะ!! ฉันติดซาดิสม์มาจากไหนเนี่ย?

........................................................

เย็นแล้ว ... ความมืดเริ่มย่างกรายเข้ามาแทนที่แสงสว่างตามธรรมชาติ ท้องฟ้ายังคงเป้นสีคราม ผิดกับก้อนเมฆที่ดูดแสงสีแดงจากดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าเอาไว้ มันเหมือนกับสีของโลหิตที่ลอยตัดกับสีครามของท้องฟ้าอย่างกลมกลืนชวนให้ขนลุก ฝูงนกกาบินกลับเข้ารังส่งเสียงน่ารำคาญ ค้างคาวฝูงใหญ่บินพาดผ่านท้องฟ้าคล้ายแพรผ้าสีดำที่กำลังปลิวไสว ดวงจันทร์ปรากฏขึ้นเหนือหัวของฉันแล้ว วันนี้เป็นคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์จึงออกสีแดงผิดปกติ ฉันไม่ชอบบรรยากาศนี้เลย ... แต่ฉันก็ยังสิงสถิตอยู่โรงเรียนไม่ยอมกลับบ้าน ฉันกำลังตามหาพี่กายอยู่
วันนี้เขาไปไหนกันนะ ฉันไม่เห็นหน้าทั้งวัน

เมื่อครู่ก็โทรไปถามที่บ้านเขาดูแล้ว ทางบ้านพี่เขาบอกว่าพี่เขามาโรงเรียนนี่นา พี่กายก็คงไม่คิดหนีโรงเรียน ... ถ้าจะหนี เขาก็จะไม่ออกจากรั้วโรงเรียน

จริงสิ!!! ห้องสมุด

ฉันวิ่งไปที่ห้องสมุดอย่างรวดเร็ว ประตูไม้เก่าปิดเอาไว้แล้ว แต่ก็ยังมีแสงสว่างลอดออกมาจากช่องผุของไม้

ปิดแล้วเหรอ? แต่ทำไมยังมีแสงลอดออกมาล่ะ
ฉันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปแตะประตู

เอี๊ยด......
มันค่อย ๆ แง้มเปิดออกอย่างง่าย ๆ เนื่องจากไม่ได้ล็อคเอาไว้ ฉันลองส่องมองเข้าไป แสงสว่างส่องออกมาจากโคมไฟที่โต๊ะบรรณารักษ์ แต่ไม่มีใครสักคนประจำอยู่ที่โต๊ะ ฉันภาพถึงบรรณารักษ์สาวสวยจอมเฮี้ยบนั่นก่อนจะมองตรงลึกเข้าไปในห้องสมุด ที่ชั้นหนังสือต่าง ๆ ไม่มีใครอยู่ ฉันพยายามมองลึกเข้าไป แต่แสงจากโคมไฟอันเล็กไม่สามารถส่องลึกเข้าไปได้ มันส่องไปได้ถึงแค่ตู้หนังสือที่สามเท่านั้น

"มีใครอยู่บ้างไหมคะ"
ฉันตะโกนเข้าไปก่อนจะเปิดประตูออกให้กว้างแล้วก้าวเข้าไปช้า ๆ
"มีใครอยู่บ้างไหมคะ?"

ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา นอกจากเสียงสะท้อนของฉันเอง ...
กับเสียงกุกกักที่ดังออกมาจากข้างในห้องสมุด

ฉันคิดว่าบรรณารักษ์คงกำลังเก็บหนังสือเข้าชั้นอยู่แน่ ๆ เพราะฉันได้ยินเสียงบ่นพึมพำหวิว ๆ ลอยมาตามลม
ลม? ...
ทำไมตรงนี้ถึงมีลมพัดมากระทบใบหน้าของฉันได้ล่ะ ในเมื่อฉันหันหลังให้ประตู แล้วก็ไม่เคยเห็นมีหน้าต่างบานไหนในห้องสมุดที่เปิดได้

"เอ่อ ..... มีใครอยู่บ้างคะ" ฉันตัดสินใจตะโกนเข้าไปอีกที

ยังคงมีแต่ความว่างเปล่าตอบกลับมา ...
ฉันลองก้าวเข้าไปในความมืด ตามเสียงกุกกักนั่นเข้าไป บางทียัยบรรณารักษ์นั่นอาจจะหูหนวกก็ได้ ฉันมองไปที่หลอดไฟข้างบนหัว มันดับอยู่ ทำไมยัยนั่นถึงไม่เปิดไฟนะ

ฉันเดินไปหาสวิตซ์หลอดไฟ ...

ฮูก!... ฮูก!...
เสียงที่ทำให้ฉันตกใจจนแทบจะร้องออกมา มันเป็นเสียงเตือนเวลาของนาฬิกาที่แขวนอยู่ข้างผนัง
ฉันลองมองไปที่นาฬิกาเรือนนั้น มันชี้เวลาไปที่หนึ่งทุ่มตรง

ฉันหันหน้าไปที่ทางเดินแคบ ๆ อีกครั้ง ... เสียงกึกกักยังคงดังอยู่ และรู้สึกว่ามันจะดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อฉันเดินลึกเข้าไป

ฉันสงสัยว่ายัยบรรณารักษ์นั่นมองเห็นได้ไงในความมืดขนาดนี้

ฉันหันกลับไปที่โต๊ะบรรณารักษ์ แสงสว่างจากโคมไฟช่างริบหรี่ ฉันเดินเข้ามาไกลกว่าที่คิด

กลิ่นสาบสางของอะไรบางอย่างลอยมาเตะจมูกฉัน มันเหมือนกลิ่นตัวอะไรที่เพิ่งจะตาย ฉันยกเท้าตัวเองขึ้นดู ด้วยเผื่อว่าฉันจะไปเหยียบตัวอะไรตายคาตีน ก็ช่วยไม่ได้ ก็ฉันมองไม่เห็นนี่นา ในความมืดขนาดนี้แม้แต่รองเท้าสีดำของตัวเองฉันก็ยังมองไม่เห็น

ฉันมองไปรอบอีกครั้งอย่างมีจุดหมาย นั่นไง! สวิตซ์ไฟอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ทำไมไม่คิดถึงหลอดไฟแต่แรกนะเรา
ฉันเดินไปกดสวิตซ์ไฟให้เปิด โคมไฟสีส้มสว่างขึ้น มันไม่ได้ช่วยสร้างแสงสว่างให้มากพอที่ฉันจะเห็นอะไรได้ชัดเจน แต่ฉันชอบบรรยากาศแบบนี้จัง คลาสสิกดี แถมโรแมนติคอีกต่างหาก

ฉันเดินไปที่เสียงกุกกักนั้น หวังจะเข้าไปทักทายใครสักคนที่อยู่ตรงนั้น ....

แต่เมื่อฉันเดินพ้นมุมชั้นเก็บหนังสือเพื่อเดินไปที่เสียงกุกกักนั้น

ฉันก็ได้เห็น ...

ของเหลวสีแดงข้นไหลนองไปทั่วพื้นไม้ของห้องสมุด กลิ่นคาวคละคลุ้งออกมาจากเครื่องในที่กองอยู่ข้าง ๆ ร่างไร้วิญญาณที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของร่างนั้นถูกถลกออกจนเห็นเนื้อสีแดงสดที่โดยปกติจะถูกซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ดวงตาของร่างนั้นถลนออกมานอกเบ้า เลือดสด ๆ พุ่งออกมาจากรูเบ้าโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ลิ้นที่อยู่ในปากถูกดึงออกมาจนถึงคาง เศษฟันที่ถูกถอนจนหมดปากร่วงอยู่ที่พื้น กระโหลกส่วนบนสุดถูกเจาะออก ปรากฏอวัยวะสีเหลืองซีดที่มีสีแดงของเลือดเกาะอยู่นิด ๆ ดูเหมือนมันจะถูกควักออกไปจำนวนหนึ่ง ใช่แล้ว .... บางส่วนของอวัยวะนั้นยังคงอยู่ในมือของผู้กระทำ อาวุธของมันยังคงส่องแสงสะท้อนโคมไฟ
โครงกระดูกจำลองหันหน้ามาแสยะยิ้มให้กับฉัน

จบตอน 2


edit @ 2006/06/08 23:09:53