Keys - 13 กุญแจไขปริศนา โรงเรียนมรณะ
ตอนที่ 4 : ฆาตกรรมในห้องสมุด
*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*
"กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!"
ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความกลัว เหงื่อซึมออกมาจากรู้ขุมขนเกาะอยู่ทั่วใบหน้า ภาพในฝันเมื่อครู่ยังคงติดตาฉัน มันเหมือนจริงมากจนฉันต้องเผลอมองไปรอบ ๆ ตัว ทำไมหมู่นี้ฉันถึงฝันเห็นแต่เรื่องแบบนี้นะ
กริ๊ง กริ๊ง...
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ฉันตบที่ปุ่มเพื่อให้มันหยุดร้อง ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวไปโรงเรียน น้ำเย็น ๆ ช่วยให้ฉันสบายใจขึ้นมาก ภาพในฝันเมื่อครู่เริ่มเลือนลางออกจากความทรงจำ สมองของฉันปลอดโปร่งขึ้นมาก
ฉันเดินไปที่หน้ากระจกในห้องน้ำ เงาสะท้อน ๆ ของฉันปรากฏขึ้นบนกระจก แต่มันเป็นเงาเลือนลางเนื่องจากฝ้าที่เกาะอยู่บนกระจก ฉันก้มลงไปที่อ่างล้างหน้าแล้วเปิดน้ำวักเข้าล้างหน้าตัวเอง ในใจก็ยังคงคิดย้อนกลับเข้าไปในฝันเมื่อครู่ แต่สงสัยมันจะเลือนลางมากแล้ว เพราะฉันจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลย
ครืด.....
เสียงน้ำไหลไปตามท่อระบายน้ำฟังดูน่ากลัว ฉันสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็หายตกใจอย่างรวดเร็วเพราะความเคยชิน เสียงครืดคราดแบบนี้ดังขึ้นทุก ๆ ครั้งที่มีคนราดน้ำ ฉันส่ายหน้าให้กับตัวเอง เพราะทุกครั้งไม่เคยสะดุ้งขนาดนี้
กระจกส่องหน้าขึ้นฝ้าไปหมดเพราะความชื้นของไอน้ำ ฉันเอามือลูบกระจกเพื่อให้ฝ้าทั้งหลายหายไป
ภาพที่สะท้อนในกระจกทำให้ฉันตกใจและหวาดกลัว ภาพที่ปรากฏเป็นใบหน้าของฉัน ใช่! มันเป็นภาพใบหน้าของฉันเอง .... แต่เงาเลือนลางที่ปรากฏขึ้นข้างหลังฉันล่ะ เงาที่เหมือนกับใบหน้าของผู้หญิงอีกคน ถึงแม้จะเลือนลางแต่ฉันก็รู้ว่าใบหน้าของเธอบูดเบี้ยว และมีเลือดไหลอาบอยู่ทั่ว ตาของเธอไม่ได้ลางเลือนเหมือนส่วนอื่นบนใบหน้าของเธอ มันกำลังจับจ้องมาที่ตาของฉัน ตาของผู้หญิงคนนั้นสีแดงและมีเลือดไหลออกมาจากเบ้าตาตลอดเวลา
ร่างกายของฉันสั่นไหวด้วยความเกร็ง แต่มันขยับไม่ได้ ...
ฉันเห็นรอยยิ้มของเธอ ในขณะที่เธอเริ่มเอามือมาลูบไล้ที่คอของฉัน เลือดที่ติดมือของเธออยู่ไหลลงมาเปรอะที่คอของฉันเยิ้มไปหมด ฉันขยะแขยงเลือดสีแดงข้นจนเกือบเป็นสีดำที่ติดคอฉันอยู่ ฉันพยายามจะร้องดัง ๆ ให้ใครก็ตามได้ยิน แต่การตะโกนจนสุดแรงเกิดของฉันกลับไม่มีเสียง
"หนังสือ....."
เสียงแหบแห้งของเธอดังขึ้นเบา ๆ ที่ข้างหู ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ขยับปากของเธอเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นฉันก็หน้ามืดจนเกือบจะล้มลงไป แต่โชคดีที่เกาะอ่างล้างหน้าเอาไว้ได้
เธอหายไป .... หายไปแล้ว ... หายไปพร้อมกับรอยเลือดที่ติดอยู่บนคอของฉันด้วย
"หนังสือ...." ฉันทวนคำที่ได้ยินอีกครั้ง สมองพยายามทำความเข้าใจในความหมายของคำพูดนั้น แต่ฉันก็ไม่อาจเข้าใจความหมายที่เธอพยายามสื่อได้อยู่ดี
ฉันเอามือกุมหัวใจที่เต้นรัวของตัวเองไว้ เมื่อครู่อาจเป็นแค่ภาพหลอน ภาพที่สมองของฉันสร้างขึ้นเอง ฉันเริ่มเดาว่าโรคเครียดกำลังถามหาฉัน ถึงว่าพักนี้ฝันถึงแต่เรื่องแปลก ๆ ขนาดตื่นแล้วภาพพวกนี้ยังตามมาหลอนอีก
ฉันเดินออกจากห้องน้ำเพื่อไปแต่งตัว ในใจก็คิดว่าเรื่องในห้องน้ำเป็นแค่ความคิด
แต่อีกใจก็คิดว่ามันเป็นแค่ภาพหลอนจริงหรือ ....
....................................................
"นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ"
"สวัสดีครับ/ ค่ะคุณครู"
ครูดวงทิพย์จอมเฮี้ยบเดินออกจากห้องอย่างรีบร้อนผิดวิสัย คาบวิชาสังคมของเธอเป็นคาบที่กลุ่มของฉันอึดอัดมากเนื่องจากไม่ได้คุยกัน ก็เธอโหดซะขนาดนั้น ใครกล้าคุยกันก็เจอหยิกพุงไส้แตกกันพอดี พอหมดคาบ มันก็เป็นเวลาที่นักเรียนทุกคนระเบิดความอึดอัดของตัวเองออกมา คล้ายฝูงนกกระจอกแตกรัง
"ฉันล่ะเบื่อสังคม!" คำพูดแรกของยัยมินต์ ไม่อยากจะบอกว่ามันตรงกับความคิดของฉันเป๊ะ
"ใช่" นายชนะเสริม "สอนก็ไม่รู้เรื่อง ยังอยากให้นักเรียนตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเอายังเข้าใจมากกว่านี้อีก"
ฉันหัวเราะ ไม่ใช่เหตุผลอะไรอื่น นอกจากว่าคำพูดของมันทุกคำพูด ตรงกับที่ฉันคิดเป๊ะ
นี่ฉันไม่ต้องด่าอาจารย์ ก็มีเพื่อนด่าให้หรือนี่ ...
"ต่อไปวิชาอะไร" ฉันเอ่ยปากถาม เพราะปกติไม่เคยจำตารางเรียนอยู่แล้ว
"ภาษาไทยมั้ง..." ส้มตอบลอย ๆ ก่อนเสียงหัวหน้าห้องจะดังขึ้นยืนยันอีกครั้ง
"ภาษาไทย เรียนที่ห้องสมุดนะครับ"
ให้ตายเถอะ! นี่ฉันต้องเดินเรียนหรือนี่ ห้องเรียนมีไว้ทำอะไรนะ!
พวกเราเตรียมสมุดหนังสือเสร็จก็ค่อย ๆ เดินตามเพื่อนคนอื่นไปที่ห้องสมุด กลุ่มพวกฉันถือเป็นกลุ่มที่อืดอาดที่สุดก็ว่าได้ถ้าหากได้เดินเรียนล่ะก็ ยกเว้นก็แต่วิชาคอมพิวเตอร์ที่ต้องไปเรียนที่ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะ ที่กลุ่มของฉันจะเร็วได้ .. ก็มันมีอินเตอร์เน็ตให้แอบเล่นนี่นา
เมื่อมาถึงห้องสมุดพวกเราก็ได้แปลกใจจนฉันเหงื่อแตกพลั่ก เมื่ออาจารย์ที่สอนอยู่ไม่ใช่อาจารย์วิชาญจอมโหดคนเดิม จากอาจารย์ผู้ชายสไตล์เพศที่สามกลับกลายมาเป็นอาจารย์สาวสวยหน้าตาดี ยิ้มหวานดูน่ารัก แถมไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตา สงสัยเป็นอาจารย์ใหม่ ...
แต่ที่ทำให้ฉันเหงื่อแตกพลั่กในตอนนี้ ก็คงเป็นเพราะ...
อาจารย์คนนี้กำลังตั้งครรภ์อยู่ ....
"ครูชื่อศศิพรนะคะ จะมาสอนวิชาภาษาไทยแทนครูวิชาญที่ย้ายไปสอน ม.ต้นแทน มีใครสงสัยอะไรอีกไหมจ๊ะ" อาจารย์คนใหม่แนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่เรียกว่ามีเสน่ห์ เพราะอ่อนหวานน่าฟัง ผิดกับเสียงตวาดแว้ด ๆ ของอาจารย์วิชาญนั่น ...
แต่เสียงนี้ก็ทำให้ใจฉันเริ่มหวั่น ๆ ถ้าเสียงแหลมขึ้นอีกนิด สั่นอีกหน่อย มันก็จะเป็นเสียงเดียวกับผู้หญิงท้องที่อยู่ในฝันของฉัน ...
ถึงจะไม่คุ้นหน้า แต่รูปร่างของเธอ คล้ายกับภาพในฝันของฉันอย่างมาก
พระเจ้า .... ฉันชักจะเชื่อตะหงิด ๆ แล้วสิว่าฝันของฉันบอกเหตุ
แต่ว่า...พี่กายก็ยังไม่ตาย ยังไม่มีใครตาย ฝันนั่นโกหกชัด ๆ โครงกระดูกจำลองก็ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่านฆ่าคน
บางทีฉันอาจคิดมากไปก็ได้ ...
"เอาล่ะ เข้าใจกันแล้วใช่ไหมว่าทำไมครูถึงเรียกนักเรียนมาห้องสมุด เอาล่ะไปเลือหนังสือกันได้แล้วจ้ะ" เสียงอาจารย์ปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ นักเรียนพากันแยกย้ายไปหาหนังสือตามคำสั่งอาจารย์ แต่ฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย ก็ฉันไม่ได้ฟังนี่นา ช่างเหอะ สงสัยให้หาหนังสือที่ชอบกระมัง
ฉันชอบนิทาน ...
ฉันเดินเข้ามาถึงชั้นหนังสือนิทาน นิทานใหม่ ๆ หาไม่ได้เท่าไหร่ คงเพราะไม่มีเด็กบ้าที่ไหนมาอ่านหนังสือในห้องสมุดน่ากลัวแบบนี้หรอก ฉันเลือกนิทานยอดฮิต"หนูน้อยหมวกแดง"ติดมือออกมา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นโครงกระดูกจำลอง
ไม่รู้ฉันจะรู้สึกไปเองรึปล่าว? แต่ฉันว่าหัวมันเอียงไปนิดหน่อย แขนก็งอ ๆ แล้วก็ ....
แล้วก็.....
มีดที่เปื้อนเลือดสีแดงสด มีดที่อยู่ในมือของมัน มันกำมีดนั้นแน่น .... เลือดที่ติดอยู่มีดยังสด ๆ อยู่เพราะมันยังหยดลงพื้นติ๋ง ๆ ปลายมีดมีเศษเนื้ออะไรสักอย่างติดอยู่ ฉันเริ่มผวา ถึงแม้ตอนนี้โครงกระดูกบ้านี่จะไม่ได้ขยับ แต่มันก็ทำให้ฉันกลัวชนิดที่ว่าก้าวไม่ออก
กึก ....
เสียงประหลาดที่คุ้นหู มันเป็นเสียงพื้นไม้ลั่นตอนที่ฉันก้าวถอยหลังนั่นเอง แต่เมื่อเสียงนี้ดังขึ้นอีกครั้งทางด้านซ้ายมือ มันก็ทำให้ฉันหันไปมอง
ผู้หญิงคนเดิมที่ฉันเจอเมื่อเช้า คราวนี้ฉันไม่ได้เห็นเพียงแค่ลางเลือน มันชัดเจนมากจนฉันแทบเป็นลมล้มพับ เมื่อรายละเอียดที่ติดอยู่ตามตัวเธอคือรอยกรีดผิวหนังสด ๆ นับร้อยแผล เลือดสีดำไหลซึมออกมาจากรอยแผลนั้นแล้วค่อย ๆ หยดลงพื้นอย่างยากลำบากเพราะความเหนียวข้น ลูกตาของเธอย้อยลงมาคล้ายจะหลุดออกจากเบ้า เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากดวงตาคล้ายน้ำตาที่ไหลนองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ปากสีซีดของเธอถูกแต้มด้วยสะเก็ดแผลสีดำที่มุมปาก เธอนอนล้มอยู่ที่พื้นและทำท่าจะคลาน
แต่เธอไม่ได้คลานมาหาฉัน ......
ร่างของหญิงสาวขยับไปอีกทาง เธอคลานเข้าไปที่ชั้นหนังสืออีกชั้นที่อยู่ถัดเข้าไป สายตาที่เธอมองฉันก่อนที่เธอจะเริ่มคลาน มันยั่วยวนให้ฉันออกเดินตามเธอไปโดยไม่ตั้งใจ บรรยากาศรอบตัวมืดลงไปโดยที่ฉันไม่รู้ตัว กลิ่นคาวคละคลุ้งลอยมาเตะจมูกฉัน นี่ต้องเป็นภาพหลอน รึไม่ก็ฝันแน่ ๆ ... ต้องใช่แน่ ๆ ...
แต่ตอนนี้ฉันยังรู้ตัวดีทุกอย่าง นี่ไม่ใช่ฝัน ... ภาพที่ฉันได้เห็นตรงหน้าก็ไม่ใช่ฝัน ภาพของร่างไร้วิญญาณที่ถูกเจาะกระโหลกควักเอาสมองไป ร่างที่ใบหน้าถูกถลกออกไป และลิ้นก็ยื่นออกมาจนถึงคาง
ฉันกรีดร้องลั่นห้องสมุด .....
ก่อนที่ภาพทุก ๆ อย่างจะดับไป
....................................................
ในความมืดมิด ... มืดที่เรียกว่ามืดสนิทจนไม่สามารถใช้ดวงตามองรอบกายเพื่อจะได้เจออะไรสักอย่าง ... ความหนาวเย็นจับผิวกายจนขนลุกขึ้นชูชัน ฉันสัมผัสได้ถึงลมแผ่วเบาที่สัมผัสผิวกายชื้น ๆ เสียงหวือ ๆ อื้ออึงไปทั่ว ฉันกำลังยืนหนาวเหน็บอยู่คนเดียวในความมืดมิด และเงียบเหงานี้
ฉันลองก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว .. เสียงจ๋อม ๆ และความเย็นยะเยือกของพื้นที่ฉันเหยียบบอกให้ฉันรู้ว่าฉันกำลังอยู่ในสถานที่ที่มีน้ำขัง
ดวงตาของฉันเริ่มปรับสภาพให้รับแสงได้มากขึ้น บรรยากาศรอบ ๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นมืดสลัวแทน ...
ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ... ใครบางคนที่ฉันคุ้นเคยยืนอยู่ข้างหน้า ห่างจากฉันไปไม่ไกลเท่าไหร่นัก
"พี่กาย" เสียงพึมพำแผ่วเบาของฉันสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ชายตรงหน้ายังคงยืนนิ่งเฉย ฉันย่างก้าวด้วยความเร็วหวังจะได้เข้าใกล้พี่กาย แต่เขากลับหันหลังให้แล้วเดินจากไปในเงามืดนั้น
"พี่กาย..!" ฉันตะโกนเสียงดังจนเสียงสะท้อนดังก้องจนแสบแก้วหู แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าพี่กายจะหันกลับมา เขายังคงเดินเอื่อยเฉื่อยตรงไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่มีจุดหมาย เสียงหนูตัวเล็ก ๆ ร้องจิ๊ด ๆ อยู่ทั่วบริเวณเหมือนกำลังหัวเราะเยาะฉัน
ใช่ ... มันกำลังหัวเราะเยาะเย้ยฉัน เพราะตอนนี้ฉันหยุดวิ่งด้วยความเหนื่อย ฉันร้องไห้ ... น้ำตาไหลเจ่อนองไปทั่วใบหน้า กลิ่นเหม็นหืนของน้ำที่นี่ไม่ทำให้ฉันขยะแขยง ฉันจึงทรุดนั่งลงไปยังพื้นที่มีน้ำเหม็น ๆ ท่วมขังอยู่
พี่กายหยุดเดินแล้ว แต่ไม่ใช่เพื่อรอฉัน เขารอผู้หญิงคนนั้นต่างหาก ... ผู้หญิงที่กำลังเดินมารับเขา แล้วทั้งคู่ก็เดินลึกเข้าไปในความมืดด้วยกัน ...
ที่มือของผู้หญิงคนนั้น คือหนังสือสีขาวที่เนื้อในเหลืองกรอบ หนังสือเล่มนั้น ....
หนังสือ...
พลันเกิดแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าพุ่งมาจากข้างหลังฉัน แสงนั้นสว่างมากจนฉันต้องเอามือปิดตา ความร้อนของมันทำให้ฉันถึงกับรู้สึกแสบร้อนผิวหนัง .... แต่มันก็เป็นแสงสว่างที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ....
....................................................
ฉันลืมตาขึ้น ... ตาที่ไม่ได้ปรับสภาพรับแสงสว่างเข้าเต็ม ๆ จนต้องหลับตาลงไปใหม่ ฉันกระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ม่านรับแสงของตาปรับสภาพ ...
ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาด ... บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเงียบสงบ ลมแผ่วเบาที่พัดมาต้องกายทำให้ใจของฉันสบายขึ้น ฉันหันมองไปรอบ ๆ ตัว ทุกอย่างในห้องเป็นสีอ่อนสบายตา ขวดสีชาติดฉลากวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางของ ฉันรู้ทันทีว่าที่นี่คือห้องพยาบาลของโรงเรียน ...
ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ ....
เมื่อครู่ฉันยังอยู่ในห้องสมุด ... ใช่! ศพที่เหมือนในฝันนั่น .. ตอนนี้ความทรงจำของฉันถูกเรียกออกมาจนหมด ฉันกระโดดลงจากเตียงทันที แต่ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกมึนและหน้ามืดจนทรงตัวไม่อยู่
"โอ๊ะ!"
อ้อมแขนใหญ่แข็งแรงรับร่างใหญ่ ๆ ของฉันเอาไว้และประคองร่างของฉันขึ้นไปนั่งบนเตียง ฉันหายหน้ามืดแล้วแต่ยังคงมึน ๆ อยู่ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบของตำรวจ ยศที่ติดอยู่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เป็นนายตำรวจชั้นผู้น้อย แต่เขาก็ดูหนุ่มมากจนไม่น่าจะมียศชั้นสูงขนาดนั้นได้
เขาเป็นผู้ชายร่างใหญ่ เสื้อรัดรูปของเครื่องแบบตำรวจทำให้ฉันเห็นกล้ามใหญ่ ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแบบนั้น ผิวของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยแต่ก็เนียนพอที่จะสะกดสายตาของสาว ๆ อย่างฉันให้มองใบหน้าของเขาได้ เขาเป็นคนที่จมูกโด่งเป็นสันและคิ้วเข้มมาก ถึงเขาจะไม่ใช่คนผิวขาว แต่คิ้วสีเข้มนั้นกลับเข้ากับใบหน้ารูปไข่ของเขา แววตาของเขาเป็นประกายตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่สบตากับฉัน
"ขอโทษนะคะ" ฉันกล่าวขอโทษในขณะที่พยายามยืนขึ้นอีกครั้ง
"ไม่เป็นไรครับ" เขาบอกปัดคำขอโทษของฉันด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนรำคาญ
"งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ" ฉันเดินผ่านเขาไป แต่เขากลับยื่นมือมาจับแขนฉันไว้แน่น
"เดี๋ยวก่อนครับ คุณยังไปไหนไม่ได้"
"ทำไมล่ะคะ"
"เพราะคุณต้องถูกสอบปากคำเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในห้องสมุดก่อนน่ะสิครับ คุณถือเป็นพยานปากสำคัญเลยทีเดียว ..." เขาอธิบาย แต่ไม่รู้ว่าฉันหูฝาดไปหรือปล่าว เพราะตอนท้าย ๆ ประโยค ฉันได้ยินเขาพึมพำว่า "หรืออาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยด้วย....."
เขาจูงมือฉันออกจากห้องพยาบาลไป หน้าห้องมีตำรวจอีกหลายนายยืนรออยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนฉันจะเป็นคนสุดท้ายในการสอบปากคำ นายตำรวจคนนั้นพาฉันไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนข้าง ๆ อาคาร
"ก่อนอื่นผมต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมคือร้อยตำรวจเอกนพพร เจริญทรัพท์..." เขาแนะนำตัวโดยเน้นเสียงที่ยศมากกว่าชื่อตัวเองเสียอีก "ผมมาทำคดีเกี่ยวกับการตายของนายวรุตม์ พิพิธกูลซึ่งเป็นนักเรียนของ....."
ตอนนี้ฉันไม่ได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัวแล้ว หัวใจฉันมันเต้นผิดจังหวะไปหมด ชื่อของศพที่ฉันเจอในห้องสมุดเป็นชื่อจริงและนามสกุลของพี่กาย ชื่อของคนที่ฉันเพิ่งจะงอนเขาเมื่อวาน ชื่อของคนที่ยิ้มให้ฉันโดยไม่รู้ว่าฉันกำลังโกรธเขาจนเลือดขึ้นหน้า ชื่อของคนที่ฉันคลั่งไคล้มานานจนสิ่งที่ฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบเขาให้กับฉัน ชื่อของคนที่ฉันรู้สึกดีด้วย ชื่อของคนที่ฉันเกือบจะเรียกว่ารัก ...
ฉันปล่อยโฮออกมาทันที จนนายนพพรตกใจจนทำหน้าเอ๋อ ก็ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังเวลาที่คนที่เรารู้จักตายในสภาพอย่างนั้น ....
"ป..เป็นอะไรไปครับ" เสียงของนายตำรวจนุ่มขึ้นทันที
"...ฉัน...ฉัน...." ฉันคิดคำพูดไม่ออกจริง ๆ ในตอนนี้ ฉันคิดไม่ออกว่าจะต้องทำยังไงนอกจากก้มหน้าลงพื้นแล้วร้องไห้ออกมา
มือหยาบ ๆ ยื่นมาเพื่อเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มฉัน เรียกให้สติของฉันกลับคืนมา มีอีกหลายอย่างที่ยังคาใจฉัน และฉันจะต้องรู้ ...
"ไม่ทราบว่าศพของ... เขาอยู่ไหน" ฉันถามนายตำรวจทั้ง ๆ ที่ยังมีคราบน้ำตาอยู่บนใบหน้า ฉันพูดด้วยความยากลำบากเพราะอาการหอบจากการร้องไห้เมื่อครู่
"ทางเราได้ฝากศพไว้กับทางโรงพยาบาลของจังหวัดแล้ว เพื่อการ...."
"ฉันต้องการเห็นศพแล้วก็สภาพศพก่อนที่จะเก็บศพด้วย" ฉันต้องการสิ่งเหล่านั้น เพื่อยืนยันความคิดอะไรบางอย่าง ตอนที่ฉันพบศพฉันก็เป็นลมไปก่อน เลยไม่รู้อะไรอีกมาก
"เดี๋ยวก่อนนะ ... คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น นี่มันหน้าที่ของตำรวจ" นายตำรวจค้าน
"แต่ฉันต้องรู้อะไรบางอย่างก่อน บางที...ฉันอาจรู้ตัวคนร้าย" ฉันเริ่มทำสายตาอ้อนวอน "ฉันจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้คุณฟังแน่นอน แต่คุณต้องช่วยฉัน ... ฉันต้องการอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์"
"คุณบอกว่าคุณรู้ตัวคนร้ายงั้นเหรอ" ชายตรงหน้าถามย้อนด้วยเสียงตื่นเต้น แววตาของเขาเปล่งประกาย ฉันรู้สึกถึงอารมณ์ดีใจ ตื่นเต้น และเล่ห์เหลี่ยมของนายตำรวจคนนี้ เพราะอย่างนี้สินะ เขาถึงได้มียศสูงทั้ง ๆ ที่หนุ่มขนาดนี้
"ก็ไม่แน่ ถ้าคุณช่วยฉัน ... เราจะหาตัวคนร้ายด้วยกัน" ฉันเริ่มต่อรอง จุดอ่อนของตำรวจคนนี้คือความโลภที่อยากจะได้ลาภยศชื่อเสียง ฉันจะใช้จุดนี้ในการดึงตัวเขาเข้ามาช่วย
ดูเหมือนเขาจะครุ่นคิดอยู่มาก เขามองหน้าและสบตาฉันคงเพื่อจะจับโกหกอะไรสักอย่าง แต่เสียใจ...ผู้หญิงมักโกหกได้เก่งกว่าผู้ชาย และผู้ชายก็จับโกหกได้ไม่เก่งเท่าผู้หญิงอีกด้วย ดังนั้น ในเวลานี้ มารยาของฉันที่มีอยู่มากพอควรจากการเรียนรู้ในหมู่เพื่อน ๆ ในโรงเรียนที่จิกกัดกันเป็นประจำ
"คุณจะไม่ช่วยฉันก็ได้ แต่การฆาตกรรมครั้งนี้ลึกลับกว่าที่คุณจะคิดออก เอาล่ะ ลืมเรื่องที่ฉันขอร้องไปซะ แล้วคุณมีอะไรจะสอบปากคำฉันก็เอาเลย"
"ก็ได้ ๆ ผมจะช่วยคุณ" คำพูดของฉันคงจะหนักแน่นพอ จึงทำให้เขาตกลงปลงใจในทันที
"ช่วยฉัน?" ฉันลองแกล้งทำเป็นย้อนเสียงสูง เขาก็พยักหน้าอย่างร้อนรน
"ใช่ ๆ ผมจะช่วยคุณ แต่คุณต้องรู้ฆาตกรแน่นะ"
"แน่นอน .... แต่ตอนนี้พาฉันไปดูรูปที่ถ่ายสถานที่ตายของ....เขาหน่อย" ฉันเริ่มน้ำตาซึมอีกครั้ง แต่ก็กลั้นไม่ให้มันหยดลงอาบแก้มเอาไว้ได้ ชื่อของพี่กายฉันยังไม่อยากพูดขึ้นให้ตัวเองได้ยินอีกเลย เพราะมันอาจทำให้ฉันเสียน้ำตาอีกครั้ง
"งั้นตามมา ..."
.............................................
เขายื่นซองสีน้ำตาลเล็ก ๆ ให้ฉัน มันคงเป็นซองที่เก็บรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ด้วยยศของเขา ทำให้เขาสามารถหลอกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพื่อเอาซองนี้มาให้ฉันได้อย่างง่ายดาย ฉันรับมันมาแล้วเปิดออก ภายในมีรูปภาพที่อัดเรียบร้อยอยู่ 2-3 รูป ฉันเริ่มดูแต่ละรูป มันแทบทำให้ฉันอาเจียนออกมาพร้อมน้ำตา การได้ดูรายละเอียดของศพชัด ๆ อีกครั้งมันทำให้ภาพของศพก่อนที่ฉันจะช็อคจนสลบไปปรากฏขึ้นในหัวอีกครั้ง
พวกเขาถ่ายภาพได้คมชัดและเก็บรายละเอียดได้มาก ใครเป็นคนถ่ายกันนะ... ฉันอยากจะฆ่าเขาซะตอนนี้เลย ... ข้อหาที่ทำให้ฉันต้องมาร้องไห้อีกครั้ง ร้องไห้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่อยากร้องตอนนี้
"เขาเป็นใครที่คุณรู้จักใช่ไหม?" นายตำรวจตั้งข้อสังเกต "คุณจะร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงเขา"
"ใช่.." ฉันยิ้มให้เขาทั้ง ๆ ที่ใจไม่สั่งให้ยิ้มเลยสักนิด "เขาเป็นแฟนฉันเอง เมื่อวานฉันยังมาหาเขาที่ห้องสมุดอยู่เลย"
"คุณเห็นเขาที่ห้องสมุดก่อนเขาจะตาย?" นายตำรวจถามด้วยสีหน้ากระตือรือล้น
"ใช่ ... ฉันมาหาเขา ..." ฉันกำลังจะบอกว่าฉันฝันแปลก ๆ ก่อนที่จะมาหาพี่กาย แต่นายตำรวจผู้บ้ายศศักดิ์กลับชิงถามต่อก่อน
"แล้วคุณเห็นใครอยู่กับเขา ...ในห้องสมุดบ้าง?"
"เอ่อ... ฉันเห็นยายแก่ ๆ คนหนึ่งมาทำความสะอาด ส่วนพี่กาย ... ฉันหมายถึงคนที่ถูกฆ่า กำลังจัดเก็บหนังสือขึ้นชั้นกับบรรณารักษ์อยู่ .... แต่.."
"เดี๋ยว! ทำไมตอนที่ผมสอบปากคำบรรณารักษ์ ... เธอบอกว่า เธอไม่ได้อยู่ในห้องสมุดในวันเกิดเหตุล่ะ"
"อะไรนะ?" ฉันเริ่มสงสัยทันที ทำไมยัยบรรณารักษ์นั่นไม่พูดความจริงล่ะ...
"ผมว่าเริ่มมีอะไรไม่ชอบมาพากล" นายตำรวจยิ้มให้กับความสำเร็จของตัวเองทั้ง ๆ ที่มันยังไม่เริ่มเลย "ร่วมมือกับคุณแล้วมันง่ายอย่างนี้นี่เอง เดี๋ยวผมจะรีบไปจับเธอเลย ..."
"ไม่!...ฉันไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นฆาตกร เราจะไปสอบปากคำเธอกันใหม่ เดี๋ยวนี้!"
"ทำไมจะไม่ใช่ .... ก็เธอโกหก เธอต้องเป็นฆาตกรแน่"
"คิดตื้น ๆ แบบนี้อยากกลับไปยศต่ำต้อยเหมือนเดิมไหมล่ะหา!" เพราะนายตำรวจยังดื้อดึงทำท่าจะไปจับยัยบรรณารักษ์นั่น ฉันจึงต้องรีบห้ามเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ สิ่งที่ฉันต้องการคือจับฆาตกรที่แท้จริง ซึ่งฉันสังหรณ์ว่าไม่ใช่ยัยบ้านั่น และอาจไม่ใช่คน ... ( แต่ในใจฉันจริง ๆ แล้วอยากให้เขาลากยัยนั่นเข้าคุกไปซะจริง ๆ ข้อหาแย่งแฟนชาวบ้าน ...)
"คุณหมายความว่าอะไร?"
"ถามโง่ ๆ ฉันหมายถึงยัยบรรณารักษ์นั่นอาจจะไม่ใช่ฆาตกร เราต้องมีหลักฐาน และต้องคั้นให้ตาย ..."
"แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง?"
"ก็อย่างที่บอก เราจะไปสอบปากคำเธอใหม่เดี๋ยวนี้ ..."
จบตอน 4
edit @ 2006/06/08 23:29:34