Keys - 13 กุญแจไขปริศนา โรงเรียนมรณะ
ตอนที่ 2 : อาถรรพ์ในโรงเรียน
*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*
คุณเชื่อเรื่องอาถรรพ์ในโณงเรียนหรือปล่าว?
ฉันเชื่อนะ เพียงแต่ยังไม่กล้าพิสูจน์ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่คำบอกเล่าปากต่อปาก แต่ข่าวลือบางเรื่องก็น่ากลัวจนฉันแทบทนฟังไม่ได้เมื่อมีใครเล่าให้ฟัง บางเรื่องก็ชวนพิศวงงงงวยอยู่เหมือนกัน แต่บางเรื่องมันก็ไม่น่าเชื่อสักเท่าไหร่นัก
นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ฉันกับกลุ่มเพื่อนสนิทมานั่งล้อมวงกันในคาบว่าง เพื่อเล่าเรื่องสิ่งน่ากลัว ๆ ในโรงเรียน
"นี่ ๆ ฉันมีเรื่องใหม่จะมาเล่า เพิ่งมีคนเจอเมื่อไม่กี่วันนี้เอง"
ยัยส้ม เพื่อนสาวจอมสอดรู้สอดเห็นของฉันกล่าวเปิดการประชุม (ซะงั้น) เธอใฝ่ฝันว่าอนาคตจะเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่โด่งดังให้ได้ และฉันว่า เธอต้องเป็นได้แน่ ๆ เพราะแค่คำพูดประโยคเดียว ทุกคนในกลุ่มก็พุ่งสายตามาที่เธอทันที
"อย่าบอกนะ ว่าเป็นเรื่องอาถรรพ์ในโรงเรียนอีกน่ะ" นายชนะ เพื่อนชายหน้าเถื่อน ผู้กลัวผีเข้าสายเลือดกล่าวถามอย่างหวาด ๆ เมื่อครั้งก่อน หมอนี่เกือบเป็นลม ฉันล่ะเสียดายหน้าตาเถื่อน ๆ ของมันซะจริง ๆ ใจปลาซิวเหลือเกิน
ส้มไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้าเนิบ ๆ เพื่อเพิ่มบรรยากาศความน่าขนลุกให้มากขึ้น
ในห้องเรียนตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ฉันและกลุ่มเพื่อนล้อมวงกันอยู่เท่านั้น คนอื่นน่ะเหรอ สงสัยลงไปหาอะไรทำข้างล่างกันหมดแล้ว ไม่เป็นไร นั่งเล่าเรื่องสยองมันก็สนุกดีเหมือนกัน ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งเข้าห้องเวลาอาจารย์เข้าอีกต่างหาก แต่สงสัยบรรยากาศมันจะน่ากลัวไปนิด ไอ้หน้าเถื่อนจึงรีบหดตัวนั่งกอดเข่าด้วยความกลัว พลันไฟในห้องก็ดับ ฤดูหนาวแบบนี้แสงแดดยิ่งมีน้อย บรรยากาศในห้องผสานกับความมืดอย่างลงตัว เจ๊มินต์เพื่อนสาวอีกคนของฉันเดินลงมานั่งข้าง ๆ นายชนะ ฝีมือสร้างบรรยากาศไว้แกล้งคนยังดีเหมือนเดิมนะเจ๊ ...
แต่ว่า บรรยากาศแบบนี้ฉันเคยเจอ ที่ไหนนะ ...
"พวกแกเคยได้ยินเรื่อง 13 สิ่งที่น่าพิศวงในโรงเรียนเราบ้างไหม?" ส้มถามพวกเรา ฉันคิดย้อนไปถึงหนังสือเล่มนั้นของพี่กายแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสนใจคำบอกเล่าของส้มอีกครั้งเมื่อเสียงของเธอดังขึ้นอีก
"เขาเล่ากันว่า ถ้าใครค้นพบสิ่งที่น่าพิศวงทั้ง 13 อย่าง จะต้อง ....." ยัยส้มเล่าประกอบท่าทางที่ดูน่ากลัว ฉันเกือบจะหลบสายตาของเธอที่ส่งมาให้ฉัน แต่ก็ฉุกคิดได้ว่านี่มันเพื่อนฉันไม่ใช่ผีบ้าที่ไหน สงสัยฉันจะคิดผิด ยัยนี่ท่าจะเป็นนักแสดงหนังผีได้ดีกว่า
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็น ...... เจ้าชนะนั่งขดอยู่มุมห้อง
มันไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?
ฉันกลั้นหัวเราะไม่อยู่จึงเผลอหัวเราะออกมาเสียงดัง ยัยมิ้นต์ด่าฉันในทันที
"นี่แกเป็นอะไรกันยัยฝน เสียบรรยากาศหมดเลย"
"ก็ฉันตลกไอ้ชนะนี่นา ดูมัน หน้าตาก็ออกจะเถื่อน ดันกลัวผีไม่เข้าท่า .... ทำไมไม่เอาอย่างไอ้แว่นล่ะ"
ฉันว่าให้ไอ้ชนะ ก่อนจะโยนไปให้นายแว้น เพื่อนชายหน้าหวานของฉัน มันไม่ได้ใส่แว่นตาเหมือนกับชื่อของมันหรอกค่ะ เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์แทนแล้ว พระเจ้า! มันหล่อไม่แพ้พี่กายเลยค่ะ แต่ฉันก็ชอบมันไม่ลง ทุก ๆ คนในโรงเรียนก็รู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้
แบบว่า มันซาดิสม์มาก เล่นกับใครที .... เลือดสาด (พูดซะเวอร์ ที่จริงก็แค่ทุกครั้งต้องมีแผล ก็แค่นั้น ...) อีกอย่าง มีข่าวลือมาว่า มันเป็นเกย์ เดินควงผู้ชาย ช่างเหอะ ยังไงก็เพื่อนเรา โชคดีที่มันเป็นคนเก็บตัว เงียบขรึม ไม่ค่อยเล่นกับใคร (เมื่อกี้ก็เงียบซะฉันลืมว่ามันนั่งอยู่ข้าง ๆ) ก็เลยลดดีกรีความโหดของมันได้นิดหน่อย
"โยนมาอีก ระวังจะได้ตายอย่างทรมาน" นั่นไงคะ มันแสดงธาตุแท้ออกมาแล้ว
"เล่าต่อสิ" ฉันบอกยัยส้ม
เธอถอนหายใจ เพราะต้องสร้างบรรยากาศอีกครั้ง ฉันมองไปที่มินท์ ยัยนั่นทำภาษามือแปลก ๆ พูดกับฉัน ฉันพยักหน้าเข้าใจ (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เข้าใจ) ก่อนจะหันไปทางยัยส้มที่กำลังฝอยน้ำลายแตกฟองอยู่ข้างหน้า แต่ก่อนที่ฉันจะเริ่มจับใจความได้ เสียงกระโชกโฮกฮากก็ดังขึ้นจากข้างหลัง
ทุกคนหันไปดู ....
"ปล่อยนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้ ยัยทอมบ้า!!!!!"
ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนหรอกค่ะ เสียงของนายชนะนั่นเอง มันโหวกเหวกก็เพราะยัยมิ้นท์กำลังคลานท่าผีตามแบบฉบับหนังผีญี่ปุ่นไปจับขามัน ทุกคนหัวเราะอย่างสมเพชให้กับมัน ยกเว้นยัยส้มนั่นแหล่ะ ที่ทำท่าหมดอารมณ์เม้าท์อยู่ที่เก่า เธอค่อย ๆ คลานออกไปจากห้องอย่างช้า ๆ
ถ้าปกติ เธอต้องด่าแหลกลานข้อหาไม่ยอมฟังเธอ แต่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จะปรับปรุงตัวได้ ....
นี่แหล่ะค่ะกลุ่มเพื่อนของฉัน น่ารักไหมคะ? ไม่ต้องตอบหรอกค่ะ เพราะฉันก็รู้ตัวดีว่าพวกมันไม่เห็นจะน่ารักตรงไหน แต่ก็อย่างว่า พวกนั้นมันเป็นเพื่อนสนิทของฉัน เพื่อนที่ฉันรักมาก พวกเราคบกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ถึงแม้พวกมันจะเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมากก็ตามที อย่างยัยส้ม เมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่ยอมคน ใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญ โมโหง่าย เพื่อนห้ามขัดใจ เดี๋ยวนี้ขัดใจมันได้แล้ว มันจะเดินหนีไปเองเหมือนเมื่อครู่น่ะค่ะ ยัยมิ้นท์กับชนะก็เหมือนกัน เมื่อก่อนนายชนะจะเป็นฝ่ายแกล้งยัยมินท์ตลอดเลย แต่หลังจากที่มิ้นท์ค้นพบแล้วว่าตัวเองเป็นทอมจะดีที่สุด ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เจ้าแว่นก็อีกคน เดี๋ยวนี้โปรยเสน่ห์ไปทั่ว ทั้งชายทั้งหญิง (ที่อยู่โรงเรียนอื่น) ตามจีบมันตรึม ใครจีบติดก็คงจะทรมานจนกว่าจะตายไปข้าง (คิดดูสิคะ มันเคยเล่นมวยปล้ำกับเจ้าชนะ ในสภาพที่มันน่าจะแพ้ชัวร์ ๆ จากขนาดของร่างกายที่เป็นรองมาก ๆ แต่มันก็ชนะ ด้วยท่าทรมานที่ฉันเห็นยังทำหน้าแหย)
ตึง!!!
เสียงประตูห้องเปิดออก เรียกให้พวกเราหันหน้าไปมอง ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น เขากำลังหาวนอน
"มาสาย" ไอ้แว่นทักเจ้าคนที่โผล่มา
"แบบนี้เขาไม่เรียกว่ามาสายหรอก เรียกว่ามาบ่ายต่างหาก" นายชนะเสริม
"เออ ๆ เมื่อคืนนอนดึก วันนี้ก็เลยตื่นสาย" คนโดนทักแก้ตัว "ไม่เหมือนพวกเอ็ง นอนดึกดันตื่นเช้าได้ เหมือนคนแก่"
ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ใครหรอกค่ะ เขาก็เป็นเพื่อนในกลุ่มฉันอีกคน เขาชื่อว่าดัมพ์ค่ะ เป็นคนที่น่ารักมาก ผิวสวยเนียนสีแทนกระแทกใจสาว ผมเกรียน ๆ สเป็คฉัน ตาโต จมูกโด่ง เฮ้อ.....! เสียอย่างเดียว และเป็นอย่างเดียวที่ทำให้ฉันไม่กล้าจะชอบมัน ก็มันออกจะเหมือนเจ้าแว่น แถมตัวใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า
แถมเจ้าชู้มาก ...
"แล้วคิดยังไงถึงถ่อมาโรงเรียนได้ อีกสองคาบก็เลิกเรียนแล้วนิ" ฉันเอ็ดมันแต่มันก็ทำหน้าตายกลับมา มันชอบทำหน้าตายแบบนี้เสมอ ฉันล่ะเกลียดจริง ๆ
"ทุเรศเอ้ย!" มิ้นท์ด่ามันกลั้วหัวเราะ
ดัมพ์เดินไปที่โต๊ะตัวเองแล้วทุ่มกระเป๋าลงไปวางไว้บนโต๊ะ มันฟุบลงไปนอนทันที มันนั่งข้าง ๆ เจ้าแว่นและนายเถื่อนชนะ พวกมันสามคนฮ็อตมากในโรงเรียน ถึงแม้จะไม่มีใครกล้ามาจีบพวกมัน แต่ก็มีคนแอบซุ่มสังเกตสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ผิดกับผู้หญิงในกลุ่ม ที่ออกจะเห่ยสนิทชนิดที่ว่าไม่มีชายใดกรายสายตามามอง
ช่วงนี้ข่าวเรื่องฉันคบกับพี่กายเริ่มแพร่ไปทั่วโรงเรียนแล้ว เพื่อน ๆ ในห้องมักจะมาสัมภาษณ์ฉันแบบละเอียดยิบเสมอ ๆ แต่ฉันก็ตอบปฏเสธผ่าน ๆ ไปทุกคน เพราะไม่ต้องการให้มีใครอิจฉาหรือรังเกียจคนเฉิ่ม ๆ อย่างฉัน (ทั้งที่ในใจอยากจะโปรโมทอย่างแรง)
ว่าไปแล้ววันนี้ฉันก็ยังไม่เห็นพี่กายเลยแฮะ ..
หรือว่าไปมีกิ๊กใหม่! ไม่ยอมแน่นอนฉัน .... ถ้าจับได้แม่จะจับตบ และถีบ กระทืบให้จมธรณี เอ๊ะ!! ฉันติดซาดิสม์มาจากไหนเนี่ย?
........................................................
เย็นแล้ว ... ความมืดเริ่มย่างกรายเข้ามาแทนที่แสงสว่างตามธรรมชาติ ท้องฟ้ายังคงเป้นสีคราม ผิดกับก้อนเมฆที่ดูดแสงสีแดงจากดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าเอาไว้ มันเหมือนกับสีของโลหิตที่ลอยตัดกับสีครามของท้องฟ้าอย่างกลมกลืนชวนให้ขนลุก ฝูงนกกาบินกลับเข้ารังส่งเสียงน่ารำคาญ ค้างคาวฝูงใหญ่บินพาดผ่านท้องฟ้าคล้ายแพรผ้าสีดำที่กำลังปลิวไสว ดวงจันทร์ปรากฏขึ้นเหนือหัวของฉันแล้ว วันนี้เป็นคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์จึงออกสีแดงผิดปกติ ฉันไม่ชอบบรรยากาศนี้เลย ... แต่ฉันก็ยังสิงสถิตอยู่โรงเรียนไม่ยอมกลับบ้าน ฉันกำลังตามหาพี่กายอยู่
วันนี้เขาไปไหนกันนะ ฉันไม่เห็นหน้าทั้งวัน
เมื่อครู่ก็โทรไปถามที่บ้านเขาดูแล้ว ทางบ้านพี่เขาบอกว่าพี่เขามาโรงเรียนนี่นา พี่กายก็คงไม่คิดหนีโรงเรียน ... ถ้าจะหนี เขาก็จะไม่ออกจากรั้วโรงเรียน
จริงสิ!!! ห้องสมุด
ฉันวิ่งไปที่ห้องสมุดอย่างรวดเร็ว ประตูไม้เก่าปิดเอาไว้แล้ว แต่ก็ยังมีแสงสว่างลอดออกมาจากช่องผุของไม้
ปิดแล้วเหรอ? แต่ทำไมยังมีแสงลอดออกมาล่ะ
ฉันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปแตะประตู
เอี๊ยด......
มันค่อย ๆ แง้มเปิดออกอย่างง่าย ๆ เนื่องจากไม่ได้ล็อคเอาไว้ ฉันลองส่องมองเข้าไป แสงสว่างส่องออกมาจากโคมไฟที่โต๊ะบรรณารักษ์ แต่ไม่มีใครสักคนประจำอยู่ที่โต๊ะ ฉันภาพถึงบรรณารักษ์สาวสวยจอมเฮี้ยบนั่นก่อนจะมองตรงลึกเข้าไปในห้องสมุด ที่ชั้นหนังสือต่าง ๆ ไม่มีใครอยู่ ฉันพยายามมองลึกเข้าไป แต่แสงจากโคมไฟอันเล็กไม่สามารถส่องลึกเข้าไปได้ มันส่องไปได้ถึงแค่ตู้หนังสือที่สามเท่านั้น
"มีใครอยู่บ้างไหมคะ"
ฉันตะโกนเข้าไปก่อนจะเปิดประตูออกให้กว้างแล้วก้าวเข้าไปช้า ๆ
"มีใครอยู่บ้างไหมคะ?"
ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา นอกจากเสียงสะท้อนของฉันเอง ...
กับเสียงกุกกักที่ดังออกมาจากข้างในห้องสมุด
ฉันคิดว่าบรรณารักษ์คงกำลังเก็บหนังสือเข้าชั้นอยู่แน่ ๆ เพราะฉันได้ยินเสียงบ่นพึมพำหวิว ๆ ลอยมาตามลม
ลม? ...
ทำไมตรงนี้ถึงมีลมพัดมากระทบใบหน้าของฉันได้ล่ะ ในเมื่อฉันหันหลังให้ประตู แล้วก็ไม่เคยเห็นมีหน้าต่างบานไหนในห้องสมุดที่เปิดได้
"เอ่อ ..... มีใครอยู่บ้างคะ" ฉันตัดสินใจตะโกนเข้าไปอีกที
ยังคงมีแต่ความว่างเปล่าตอบกลับมา ...
ฉันลองก้าวเข้าไปในความมืด ตามเสียงกุกกักนั่นเข้าไป บางทียัยบรรณารักษ์นั่นอาจจะหูหนวกก็ได้ ฉันมองไปที่หลอดไฟข้างบนหัว มันดับอยู่ ทำไมยัยนั่นถึงไม่เปิดไฟนะ
ฉันเดินไปหาสวิตซ์หลอดไฟ ...
ฮูก!... ฮูก!...
เสียงที่ทำให้ฉันตกใจจนแทบจะร้องออกมา มันเป็นเสียงเตือนเวลาของนาฬิกาที่แขวนอยู่ข้างผนัง
ฉันลองมองไปที่นาฬิกาเรือนนั้น มันชี้เวลาไปที่หนึ่งทุ่มตรง
ฉันหันหน้าไปที่ทางเดินแคบ ๆ อีกครั้ง ... เสียงกึกกักยังคงดังอยู่ และรู้สึกว่ามันจะดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อฉันเดินลึกเข้าไป
ฉันสงสัยว่ายัยบรรณารักษ์นั่นมองเห็นได้ไงในความมืดขนาดนี้
ฉันหันกลับไปที่โต๊ะบรรณารักษ์ แสงสว่างจากโคมไฟช่างริบหรี่ ฉันเดินเข้ามาไกลกว่าที่คิด
กลิ่นสาบสางของอะไรบางอย่างลอยมาเตะจมูกฉัน มันเหมือนกลิ่นตัวอะไรที่เพิ่งจะตาย ฉันยกเท้าตัวเองขึ้นดู ด้วยเผื่อว่าฉันจะไปเหยียบตัวอะไรตายคาตีน ก็ช่วยไม่ได้ ก็ฉันมองไม่เห็นนี่นา ในความมืดขนาดนี้แม้แต่รองเท้าสีดำของตัวเองฉันก็ยังมองไม่เห็น
ฉันมองไปรอบอีกครั้งอย่างมีจุดหมาย นั่นไง! สวิตซ์ไฟอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ทำไมไม่คิดถึงหลอดไฟแต่แรกนะเรา
ฉันเดินไปกดสวิตซ์ไฟให้เปิด โคมไฟสีส้มสว่างขึ้น มันไม่ได้ช่วยสร้างแสงสว่างให้มากพอที่ฉันจะเห็นอะไรได้ชัดเจน แต่ฉันชอบบรรยากาศแบบนี้จัง คลาสสิกดี แถมโรแมนติคอีกต่างหาก
ฉันเดินไปที่เสียงกุกกักนั้น หวังจะเข้าไปทักทายใครสักคนที่อยู่ตรงนั้น ....
แต่เมื่อฉันเดินพ้นมุมชั้นเก็บหนังสือเพื่อเดินไปที่เสียงกุกกักนั้น
ฉันก็ได้เห็น ...
ของเหลวสีแดงข้นไหลนองไปทั่วพื้นไม้ของห้องสมุด กลิ่นคาวคละคลุ้งออกมาจากเครื่องในที่กองอยู่ข้าง ๆ ร่างไร้วิญญาณที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของร่างนั้นถูกถลกออกจนเห็นเนื้อสีแดงสดที่โดยปกติจะถูกซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ดวงตาของร่างนั้นถลนออกมานอกเบ้า เลือดสด ๆ พุ่งออกมาจากรูเบ้าโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ลิ้นที่อยู่ในปากถูกดึงออกมาจนถึงคาง เศษฟันที่ถูกถอนจนหมดปากร่วงอยู่ที่พื้น กระโหลกส่วนบนสุดถูกเจาะออก ปรากฏอวัยวะสีเหลืองซีดที่มีสีแดงของเลือดเกาะอยู่นิด ๆ ดูเหมือนมันจะถูกควักออกไปจำนวนหนึ่ง ใช่แล้ว .... บางส่วนของอวัยวะนั้นยังคงอยู่ในมือของผู้กระทำ อาวุธของมันยังคงส่องแสงสะท้อนโคมไฟ
โครงกระดูกจำลองหันหน้ามาแสยะยิ้มให้กับฉัน
จบตอน 2
edit @ 2006/06/08 23:09:53