2006/Jun/08

[อ๊ากกกกกกกกกกกก] อินุยาฉะ เพลงรักแห่งพรหมลิขิตก่อนที่เราจะพบกัน มันยอดมากเลยจ๊อด ><b

ที่จริงมันเป็นอินุยาฉะปี 4 Arrow 22 น่ะนะ แต่ชื่อยังกะภาค Movie หน้าปกเป็นรูปคิเคียวกำลังกอดอินุยาฉะ

เนื้อในมันช่าง สุดยอดดดดดดดดดดดด >< ไม่เสียดายเงินที่ซื้อมาเลย เพราะมันทำให้เรารู้เรื่องราวต่าง ๆ ในเหตุการณ์เมื่อ 50 ปี มันเหมือนเป็นตอนแห่งการเฉลยอะไรอย่างนั้น

ในแผ่น คุณจะรู้คำเฉลยเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงคำถามคาใจก็จะเฉลยออกมาอย่างหมดเปลือก

เนื้อเรื่องจะเป็นก่ารเรียงร้อยเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อนขึ้นมาโดยละเอียด ดั่งที่ตัวอย่างเนื้อหาด้านหลังปกเขียนไว้ "เพลงรักแห่งพรมหมลิขิตก่อนที่เราจะพบกัน ... นี่คือเรื่องราวของ มิโกะผู้ปกป้องลูกแก้วสี่วิญญาณ และ ครึ่งอสูรผู้ต้องการลูกแก้วสี่วิญญาณ พรมหมลิขิตทำให้ทั้งคู่พบเจอและรักกัน แต่ชะตากรรมกลับเปลี่ยนให้ทั้งสองแค้นเคืองและฆ่ากัน ..."

คำเฉลยหลาย ๆ อย่างจากคำถามต่อไปนี้ จะถูกเฉลยออกมา

1. มิโกะดำสึบากิ เคยสาปแช่งอะไรคิเคียวเอาไว้ -_-++

2. ทำไมคิเคียวถึงไม่คิดฆ่าอินุยาฉะซะตั้งแต่ตอนแรก

3. จำปีศาจแมงมุมที่ชักใยให้พี่น้องตระกูลนักล่าปีศาจฆ่ากันเองได้ไหม มันเกี่ยวข้องกับนาราคุอย่างไร

4. ปีศาจตัวแรกที่ทำให้ตระกูลนักล่าปีศาจพบลูกแก้วสี่วิญญาณคือปีศาจตนใด (สปอยว่า มันคือปีศาจในตอนแรกของเรื่องนี้เลยล่ะ =_=''')

5. ทำไมยายแก่คาเอเดะถึงตาบอดข้างหนึ่ง

6. ปีศาจนาราคุเกิดขึ้นมาได้ยังไง (อันนี้น่าจะรู้แล้วนะ)

7. นอกจากเสื้อขนหนูไฟแล้ว ยังมีของอีกอย่างหนึ่งที่แม่ของอินุยาฉะให้ไว้ มันคืออะไร แล้วมันสำคัญยังไง (สปอย มันทำให้คิเคียวต้องตาย)

8. จำตอนที่อินุยาฉะตัวปลอมวิ่งมาลอบโจมตีคิเคียวจนบาดเจ็บสาหัสได้ไหม ทำไมตอนนั้นคิเคียวถึงไม่ทันจะรู้ตัวเลย ทั้ง ๆ ที่คนเก่งขนาดนั้นน่าจะรู้ตัวได้ดีอยู่แล้ว หรือคิเคียวทำอะไรอยู่ -_-++
(ขอบอกว่าสะเทือนใจมีดมาก TwT)

9. ทำไมคิเคียวและอินุยาฉะถึงแค้นกันขนาดนั้น คำพูดของนาราคุมีมากกว่าตอนที่แล้ว ๆ มาแน่นอน

10. ทำไม 50 ปีที่ผ่านมา ร่างกายที่โดนปิดผนึกของอนุยาฉะถึงไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย

11. ทำไมหน้าตาของอินุยาฉะตอนที่โดนผนึก ถึงไม่ได้แสดงถึงความแค้นอะไรเลย แต่กลับสงบมาก

12. จำสร้อยประคำที่สะกดอินุยาฉะได้ไหม ที่พอคาโงเมะพูดว่า "นั่งลงเดี๋ยวนี้" อินุยาฉะจะอ๊ากน่ะ รู้เปล่าว่าใครทำมันขึ้นมา (สปอย รู้หรือไม่ คนที่สร้างสร้อยนี้ขึ้นมาตอนแรกกะจะใช้คำว่า "น่ารัก" ล่ะ)

และคำตอบอีกหลาย ๆ คำถามจะต้องถูกเฉลยออกมาในตอนนี้แน่นอน ขอบอกเลยว่า คุ้มที่ซื้อมา ฟันธง!!!!

ปล.หารูปมาลงไม่ได้ เพราะขี้เกียจ กรั่ก ๆๆ =w=

2006/Jun/08

Keys - 13 กุญแจไขปริศนา โรงเรียนมรณะ
ตอนที่ 4 : ฆาตกรรมในห้องสมุด

*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

"กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!"

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความกลัว เหงื่อซึมออกมาจากรู้ขุมขนเกาะอยู่ทั่วใบหน้า ภาพในฝันเมื่อครู่ยังคงติดตาฉัน มันเหมือนจริงมากจนฉันต้องเผลอมองไปรอบ ๆ ตัว ทำไมหมู่นี้ฉันถึงฝันเห็นแต่เรื่องแบบนี้นะ

กริ๊ง กริ๊ง...

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ฉันตบที่ปุ่มเพื่อให้มันหยุดร้อง ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวไปโรงเรียน น้ำเย็น ๆ ช่วยให้ฉันสบายใจขึ้นมาก ภาพในฝันเมื่อครู่เริ่มเลือนลางออกจากความทรงจำ สมองของฉันปลอดโปร่งขึ้นมาก

ฉันเดินไปที่หน้ากระจกในห้องน้ำ เงาสะท้อน ๆ ของฉันปรากฏขึ้นบนกระจก แต่มันเป็นเงาเลือนลางเนื่องจากฝ้าที่เกาะอยู่บนกระจก ฉันก้มลงไปที่อ่างล้างหน้าแล้วเปิดน้ำวักเข้าล้างหน้าตัวเอง ในใจก็ยังคงคิดย้อนกลับเข้าไปในฝันเมื่อครู่ แต่สงสัยมันจะเลือนลางมากแล้ว เพราะฉันจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลย

ครืด.....

เสียงน้ำไหลไปตามท่อระบายน้ำฟังดูน่ากลัว ฉันสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็หายตกใจอย่างรวดเร็วเพราะความเคยชิน เสียงครืดคราดแบบนี้ดังขึ้นทุก ๆ ครั้งที่มีคนราดน้ำ ฉันส่ายหน้าให้กับตัวเอง เพราะทุกครั้งไม่เคยสะดุ้งขนาดนี้

กระจกส่องหน้าขึ้นฝ้าไปหมดเพราะความชื้นของไอน้ำ ฉันเอามือลูบกระจกเพื่อให้ฝ้าทั้งหลายหายไป

ภาพที่สะท้อนในกระจกทำให้ฉันตกใจและหวาดกลัว ภาพที่ปรากฏเป็นใบหน้าของฉัน ใช่! มันเป็นภาพใบหน้าของฉันเอง .... แต่เงาเลือนลางที่ปรากฏขึ้นข้างหลังฉันล่ะ เงาที่เหมือนกับใบหน้าของผู้หญิงอีกคน ถึงแม้จะเลือนลางแต่ฉันก็รู้ว่าใบหน้าของเธอบูดเบี้ยว และมีเลือดไหลอาบอยู่ทั่ว ตาของเธอไม่ได้ลางเลือนเหมือนส่วนอื่นบนใบหน้าของเธอ มันกำลังจับจ้องมาที่ตาของฉัน ตาของผู้หญิงคนนั้นสีแดงและมีเลือดไหลออกมาจากเบ้าตาตลอดเวลา

ร่างกายของฉันสั่นไหวด้วยความเกร็ง แต่มันขยับไม่ได้ ...

ฉันเห็นรอยยิ้มของเธอ ในขณะที่เธอเริ่มเอามือมาลูบไล้ที่คอของฉัน เลือดที่ติดมือของเธออยู่ไหลลงมาเปรอะที่คอของฉันเยิ้มไปหมด ฉันขยะแขยงเลือดสีแดงข้นจนเกือบเป็นสีดำที่ติดคอฉันอยู่ ฉันพยายามจะร้องดัง ๆ ให้ใครก็ตามได้ยิน แต่การตะโกนจนสุดแรงเกิดของฉันกลับไม่มีเสียง

"หนังสือ....."

เสียงแหบแห้งของเธอดังขึ้นเบา ๆ ที่ข้างหู ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ขยับปากของเธอเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นฉันก็หน้ามืดจนเกือบจะล้มลงไป แต่โชคดีที่เกาะอ่างล้างหน้าเอาไว้ได้

เธอหายไป .... หายไปแล้ว ... หายไปพร้อมกับรอยเลือดที่ติดอยู่บนคอของฉันด้วย

"หนังสือ...." ฉันทวนคำที่ได้ยินอีกครั้ง สมองพยายามทำความเข้าใจในความหมายของคำพูดนั้น แต่ฉันก็ไม่อาจเข้าใจความหมายที่เธอพยายามสื่อได้อยู่ดี

ฉันเอามือกุมหัวใจที่เต้นรัวของตัวเองไว้ เมื่อครู่อาจเป็นแค่ภาพหลอน ภาพที่สมองของฉันสร้างขึ้นเอง ฉันเริ่มเดาว่าโรคเครียดกำลังถามหาฉัน ถึงว่าพักนี้ฝันถึงแต่เรื่องแปลก ๆ ขนาดตื่นแล้วภาพพวกนี้ยังตามมาหลอนอีก

ฉันเดินออกจากห้องน้ำเพื่อไปแต่งตัว ในใจก็คิดว่าเรื่องในห้องน้ำเป็นแค่ความคิด

แต่อีกใจก็คิดว่ามันเป็นแค่ภาพหลอนจริงหรือ ....

....................................................

"นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ"

"สวัสดีครับ/ ค่ะคุณครู"

ครูดวงทิพย์จอมเฮี้ยบเดินออกจากห้องอย่างรีบร้อนผิดวิสัย คาบวิชาสังคมของเธอเป็นคาบที่กลุ่มของฉันอึดอัดมากเนื่องจากไม่ได้คุยกัน ก็เธอโหดซะขนาดนั้น ใครกล้าคุยกันก็เจอหยิกพุงไส้แตกกันพอดี พอหมดคาบ มันก็เป็นเวลาที่นักเรียนทุกคนระเบิดความอึดอัดของตัวเองออกมา คล้ายฝูงนกกระจอกแตกรัง

"ฉันล่ะเบื่อสังคม!" คำพูดแรกของยัยมินต์ ไม่อยากจะบอกว่ามันตรงกับความคิดของฉันเป๊ะ

"ใช่" นายชนะเสริม "สอนก็ไม่รู้เรื่อง ยังอยากให้นักเรียนตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเอายังเข้าใจมากกว่านี้อีก"

ฉันหัวเราะ ไม่ใช่เหตุผลอะไรอื่น นอกจากว่าคำพูดของมันทุกคำพูด ตรงกับที่ฉันคิดเป๊ะ

นี่ฉันไม่ต้องด่าอาจารย์ ก็มีเพื่อนด่าให้หรือนี่ ...

"ต่อไปวิชาอะไร" ฉันเอ่ยปากถาม เพราะปกติไม่เคยจำตารางเรียนอยู่แล้ว

"ภาษาไทยมั้ง..." ส้มตอบลอย ๆ ก่อนเสียงหัวหน้าห้องจะดังขึ้นยืนยันอีกครั้ง

"ภาษาไทย เรียนที่ห้องสมุดนะครับ"

ให้ตายเถอะ! นี่ฉันต้องเดินเรียนหรือนี่ ห้องเรียนมีไว้ทำอะไรนะ!

พวกเราเตรียมสมุดหนังสือเสร็จก็ค่อย ๆ เดินตามเพื่อนคนอื่นไปที่ห้องสมุด กลุ่มพวกฉันถือเป็นกลุ่มที่อืดอาดที่สุดก็ว่าได้ถ้าหากได้เดินเรียนล่ะก็ ยกเว้นก็แต่วิชาคอมพิวเตอร์ที่ต้องไปเรียนที่ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะ ที่กลุ่มของฉันจะเร็วได้ .. ก็มันมีอินเตอร์เน็ตให้แอบเล่นนี่นา

เมื่อมาถึงห้องสมุดพวกเราก็ได้แปลกใจจนฉันเหงื่อแตกพลั่ก เมื่ออาจารย์ที่สอนอยู่ไม่ใช่อาจารย์วิชาญจอมโหดคนเดิม จากอาจารย์ผู้ชายสไตล์เพศที่สามกลับกลายมาเป็นอาจารย์สาวสวยหน้าตาดี ยิ้มหวานดูน่ารัก แถมไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตา สงสัยเป็นอาจารย์ใหม่ ...

แต่ที่ทำให้ฉันเหงื่อแตกพลั่กในตอนนี้ ก็คงเป็นเพราะ...

อาจารย์คนนี้กำลังตั้งครรภ์อยู่ ....

"ครูชื่อศศิพรนะคะ จะมาสอนวิชาภาษาไทยแทนครูวิชาญที่ย้ายไปสอน ม.ต้นแทน มีใครสงสัยอะไรอีกไหมจ๊ะ" อาจารย์คนใหม่แนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่เรียกว่ามีเสน่ห์ เพราะอ่อนหวานน่าฟัง ผิดกับเสียงตวาดแว้ด ๆ ของอาจารย์วิชาญนั่น ...

แต่เสียงนี้ก็ทำให้ใจฉันเริ่มหวั่น ๆ ถ้าเสียงแหลมขึ้นอีกนิด สั่นอีกหน่อย มันก็จะเป็นเสียงเดียวกับผู้หญิงท้องที่อยู่ในฝันของฉัน ...

ถึงจะไม่คุ้นหน้า แต่รูปร่างของเธอ คล้ายกับภาพในฝันของฉันอย่างมาก

พระเจ้า .... ฉันชักจะเชื่อตะหงิด ๆ แล้วสิว่าฝันของฉันบอกเหตุ

แต่ว่า...พี่กายก็ยังไม่ตาย ยังไม่มีใครตาย ฝันนั่นโกหกชัด ๆ โครงกระดูกจำลองก็ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่านฆ่าคน

บางทีฉันอาจคิดมากไปก็ได้ ...

"เอาล่ะ เข้าใจกันแล้วใช่ไหมว่าทำไมครูถึงเรียกนักเรียนมาห้องสมุด เอาล่ะไปเลือหนังสือกันได้แล้วจ้ะ" เสียงอาจารย์ปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ นักเรียนพากันแยกย้ายไปหาหนังสือตามคำสั่งอาจารย์ แต่ฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย ก็ฉันไม่ได้ฟังนี่นา ช่างเหอะ สงสัยให้หาหนังสือที่ชอบกระมัง

ฉันชอบนิทาน ...

ฉันเดินเข้ามาถึงชั้นหนังสือนิทาน นิทานใหม่ ๆ หาไม่ได้เท่าไหร่ คงเพราะไม่มีเด็กบ้าที่ไหนมาอ่านหนังสือในห้องสมุดน่ากลัวแบบนี้หรอก ฉันเลือกนิทานยอดฮิต"หนูน้อยหมวกแดง"ติดมือออกมา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นโครงกระดูกจำลอง

ไม่รู้ฉันจะรู้สึกไปเองรึปล่าว? แต่ฉันว่าหัวมันเอียงไปนิดหน่อย แขนก็งอ ๆ แล้วก็ ....

แล้วก็.....

มีดที่เปื้อนเลือดสีแดงสด มีดที่อยู่ในมือของมัน มันกำมีดนั้นแน่น .... เลือดที่ติดอยู่มีดยังสด ๆ อยู่เพราะมันยังหยดลงพื้นติ๋ง ๆ ปลายมีดมีเศษเนื้ออะไรสักอย่างติดอยู่ ฉันเริ่มผวา ถึงแม้ตอนนี้โครงกระดูกบ้านี่จะไม่ได้ขยับ แต่มันก็ทำให้ฉันกลัวชนิดที่ว่าก้าวไม่ออก

กึก ....

เสียงประหลาดที่คุ้นหู มันเป็นเสียงพื้นไม้ลั่นตอนที่ฉันก้าวถอยหลังนั่นเอง แต่เมื่อเสียงนี้ดังขึ้นอีกครั้งทางด้านซ้ายมือ มันก็ทำให้ฉันหันไปมอง

ผู้หญิงคนเดิมที่ฉันเจอเมื่อเช้า คราวนี้ฉันไม่ได้เห็นเพียงแค่ลางเลือน มันชัดเจนมากจนฉันแทบเป็นลมล้มพับ เมื่อรายละเอียดที่ติดอยู่ตามตัวเธอคือรอยกรีดผิวหนังสด ๆ นับร้อยแผล เลือดสีดำไหลซึมออกมาจากรอยแผลนั้นแล้วค่อย ๆ หยดลงพื้นอย่างยากลำบากเพราะความเหนียวข้น ลูกตาของเธอย้อยลงมาคล้ายจะหลุดออกจากเบ้า เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากดวงตาคล้ายน้ำตาที่ไหลนองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ปากสีซีดของเธอถูกแต้มด้วยสะเก็ดแผลสีดำที่มุมปาก เธอนอนล้มอยู่ที่พื้นและทำท่าจะคลาน

แต่เธอไม่ได้คลานมาหาฉัน ......

ร่างของหญิงสาวขยับไปอีกทาง เธอคลานเข้าไปที่ชั้นหนังสืออีกชั้นที่อยู่ถัดเข้าไป สายตาที่เธอมองฉันก่อนที่เธอจะเริ่มคลาน มันยั่วยวนให้ฉันออกเดินตามเธอไปโดยไม่ตั้งใจ บรรยากาศรอบตัวมืดลงไปโดยที่ฉันไม่รู้ตัว กลิ่นคาวคละคลุ้งลอยมาเตะจมูกฉัน นี่ต้องเป็นภาพหลอน รึไม่ก็ฝันแน่ ๆ ... ต้องใช่แน่ ๆ ...

แต่ตอนนี้ฉันยังรู้ตัวดีทุกอย่าง นี่ไม่ใช่ฝัน ... ภาพที่ฉันได้เห็นตรงหน้าก็ไม่ใช่ฝัน ภาพของร่างไร้วิญญาณที่ถูกเจาะกระโหลกควักเอาสมองไป ร่างที่ใบหน้าถูกถลกออกไป และลิ้นก็ยื่นออกมาจนถึงคาง

ฉันกรีดร้องลั่นห้องสมุด .....

ก่อนที่ภาพทุก ๆ อย่างจะดับไป

....................................................

ในความมืดมิด ... มืดที่เรียกว่ามืดสนิทจนไม่สามารถใช้ดวงตามองรอบกายเพื่อจะได้เจออะไรสักอย่าง ... ความหนาวเย็นจับผิวกายจนขนลุกขึ้นชูชัน ฉันสัมผัสได้ถึงลมแผ่วเบาที่สัมผัสผิวกายชื้น ๆ เสียงหวือ ๆ อื้ออึงไปทั่ว ฉันกำลังยืนหนาวเหน็บอยู่คนเดียวในความมืดมิด และเงียบเหงานี้

ฉันลองก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว .. เสียงจ๋อม ๆ และความเย็นยะเยือกของพื้นที่ฉันเหยียบบอกให้ฉันรู้ว่าฉันกำลังอยู่ในสถานที่ที่มีน้ำขัง

ดวงตาของฉันเริ่มปรับสภาพให้รับแสงได้มากขึ้น บรรยากาศรอบ ๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นมืดสลัวแทน ...

ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ... ใครบางคนที่ฉันคุ้นเคยยืนอยู่ข้างหน้า ห่างจากฉันไปไม่ไกลเท่าไหร่นัก

"พี่กาย" เสียงพึมพำแผ่วเบาของฉันสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ชายตรงหน้ายังคงยืนนิ่งเฉย ฉันย่างก้าวด้วยความเร็วหวังจะได้เข้าใกล้พี่กาย แต่เขากลับหันหลังให้แล้วเดินจากไปในเงามืดนั้น

"พี่กาย..!" ฉันตะโกนเสียงดังจนเสียงสะท้อนดังก้องจนแสบแก้วหู แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าพี่กายจะหันกลับมา เขายังคงเดินเอื่อยเฉื่อยตรงไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่มีจุดหมาย เสียงหนูตัวเล็ก ๆ ร้องจิ๊ด ๆ อยู่ทั่วบริเวณเหมือนกำลังหัวเราะเยาะฉัน

ใช่ ... มันกำลังหัวเราะเยาะเย้ยฉัน เพราะตอนนี้ฉันหยุดวิ่งด้วยความเหนื่อย ฉันร้องไห้ ... น้ำตาไหลเจ่อนองไปทั่วใบหน้า กลิ่นเหม็นหืนของน้ำที่นี่ไม่ทำให้ฉันขยะแขยง ฉันจึงทรุดนั่งลงไปยังพื้นที่มีน้ำเหม็น ๆ ท่วมขังอยู่

พี่กายหยุดเดินแล้ว แต่ไม่ใช่เพื่อรอฉัน เขารอผู้หญิงคนนั้นต่างหาก ... ผู้หญิงที่กำลังเดินมารับเขา แล้วทั้งคู่ก็เดินลึกเข้าไปในความมืดด้วยกัน ...

ที่มือของผู้หญิงคนนั้น คือหนังสือสีขาวที่เนื้อในเหลืองกรอบ หนังสือเล่มนั้น ....

หนังสือ...

พลันเกิดแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าพุ่งมาจากข้างหลังฉัน แสงนั้นสว่างมากจนฉันต้องเอามือปิดตา ความร้อนของมันทำให้ฉันถึงกับรู้สึกแสบร้อนผิวหนัง .... แต่มันก็เป็นแสงสว่างที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ....

....................................................

ฉันลืมตาขึ้น ... ตาที่ไม่ได้ปรับสภาพรับแสงสว่างเข้าเต็ม ๆ จนต้องหลับตาลงไปใหม่ ฉันกระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ม่านรับแสงของตาปรับสภาพ ...

ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาด ... บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเงียบสงบ ลมแผ่วเบาที่พัดมาต้องกายทำให้ใจของฉันสบายขึ้น ฉันหันมองไปรอบ ๆ ตัว ทุกอย่างในห้องเป็นสีอ่อนสบายตา ขวดสีชาติดฉลากวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางของ ฉันรู้ทันทีว่าที่นี่คือห้องพยาบาลของโรงเรียน ...

ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ ....

เมื่อครู่ฉันยังอยู่ในห้องสมุด ... ใช่! ศพที่เหมือนในฝันนั่น .. ตอนนี้ความทรงจำของฉันถูกเรียกออกมาจนหมด ฉันกระโดดลงจากเตียงทันที แต่ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกมึนและหน้ามืดจนทรงตัวไม่อยู่

"โอ๊ะ!"

อ้อมแขนใหญ่แข็งแรงรับร่างใหญ่ ๆ ของฉันเอาไว้และประคองร่างของฉันขึ้นไปนั่งบนเตียง ฉันหายหน้ามืดแล้วแต่ยังคงมึน ๆ อยู่ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบของตำรวจ ยศที่ติดอยู่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เป็นนายตำรวจชั้นผู้น้อย แต่เขาก็ดูหนุ่มมากจนไม่น่าจะมียศชั้นสูงขนาดนั้นได้

เขาเป็นผู้ชายร่างใหญ่ เสื้อรัดรูปของเครื่องแบบตำรวจทำให้ฉันเห็นกล้ามใหญ่ ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแบบนั้น ผิวของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยแต่ก็เนียนพอที่จะสะกดสายตาของสาว ๆ อย่างฉันให้มองใบหน้าของเขาได้ เขาเป็นคนที่จมูกโด่งเป็นสันและคิ้วเข้มมาก ถึงเขาจะไม่ใช่คนผิวขาว แต่คิ้วสีเข้มนั้นกลับเข้ากับใบหน้ารูปไข่ของเขา แววตาของเขาเป็นประกายตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่สบตากับฉัน

"ขอโทษนะคะ" ฉันกล่าวขอโทษในขณะที่พยายามยืนขึ้นอีกครั้ง

"ไม่เป็นไรครับ" เขาบอกปัดคำขอโทษของฉันด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนรำคาญ

"งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ" ฉันเดินผ่านเขาไป แต่เขากลับยื่นมือมาจับแขนฉันไว้แน่น

"เดี๋ยวก่อนครับ คุณยังไปไหนไม่ได้"

"ทำไมล่ะคะ"

"เพราะคุณต้องถูกสอบปากคำเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในห้องสมุดก่อนน่ะสิครับ คุณถือเป็นพยานปากสำคัญเลยทีเดียว ..." เขาอธิบาย แต่ไม่รู้ว่าฉันหูฝาดไปหรือปล่าว เพราะตอนท้าย ๆ ประโยค ฉันได้ยินเขาพึมพำว่า "หรืออาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยด้วย....."

เขาจูงมือฉันออกจากห้องพยาบาลไป หน้าห้องมีตำรวจอีกหลายนายยืนรออยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนฉันจะเป็นคนสุดท้ายในการสอบปากคำ นายตำรวจคนนั้นพาฉันไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนข้าง ๆ อาคาร

"ก่อนอื่นผมต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมคือร้อยตำรวจเอกนพพร เจริญทรัพท์..." เขาแนะนำตัวโดยเน้นเสียงที่ยศมากกว่าชื่อตัวเองเสียอีก "ผมมาทำคดีเกี่ยวกับการตายของนายวรุตม์ พิพิธกูลซึ่งเป็นนักเรียนของ....."

ตอนนี้ฉันไม่ได้ยินเสียงรอบ ๆ ตัวแล้ว หัวใจฉันมันเต้นผิดจังหวะไปหมด ชื่อของศพที่ฉันเจอในห้องสมุดเป็นชื่อจริงและนามสกุลของพี่กาย ชื่อของคนที่ฉันเพิ่งจะงอนเขาเมื่อวาน ชื่อของคนที่ยิ้มให้ฉันโดยไม่รู้ว่าฉันกำลังโกรธเขาจนเลือดขึ้นหน้า ชื่อของคนที่ฉันคลั่งไคล้มานานจนสิ่งที่ฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบเขาให้กับฉัน ชื่อของคนที่ฉันรู้สึกดีด้วย ชื่อของคนที่ฉันเกือบจะเรียกว่ารัก ...

ฉันปล่อยโฮออกมาทันที จนนายนพพรตกใจจนทำหน้าเอ๋อ ก็ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังเวลาที่คนที่เรารู้จักตายในสภาพอย่างนั้น ....

"ป..เป็นอะไรไปครับ" เสียงของนายตำรวจนุ่มขึ้นทันที

"...ฉัน...ฉัน...." ฉันคิดคำพูดไม่ออกจริง ๆ ในตอนนี้ ฉันคิดไม่ออกว่าจะต้องทำยังไงนอกจากก้มหน้าลงพื้นแล้วร้องไห้ออกมา

มือหยาบ ๆ ยื่นมาเพื่อเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มฉัน เรียกให้สติของฉันกลับคืนมา มีอีกหลายอย่างที่ยังคาใจฉัน และฉันจะต้องรู้ ...

"ไม่ทราบว่าศพของ... เขาอยู่ไหน" ฉันถามนายตำรวจทั้ง ๆ ที่ยังมีคราบน้ำตาอยู่บนใบหน้า ฉันพูดด้วยความยากลำบากเพราะอาการหอบจากการร้องไห้เมื่อครู่

"ทางเราได้ฝากศพไว้กับทางโรงพยาบาลของจังหวัดแล้ว เพื่อการ...."

"ฉันต้องการเห็นศพแล้วก็สภาพศพก่อนที่จะเก็บศพด้วย" ฉันต้องการสิ่งเหล่านั้น เพื่อยืนยันความคิดอะไรบางอย่าง ตอนที่ฉันพบศพฉันก็เป็นลมไปก่อน เลยไม่รู้อะไรอีกมาก

"เดี๋ยวก่อนนะ ... คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น นี่มันหน้าที่ของตำรวจ" นายตำรวจค้าน

"แต่ฉันต้องรู้อะไรบางอย่างก่อน บางที...ฉันอาจรู้ตัวคนร้าย" ฉันเริ่มทำสายตาอ้อนวอน "ฉันจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้คุณฟังแน่นอน แต่คุณต้องช่วยฉัน ... ฉันต้องการอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์"

"คุณบอกว่าคุณรู้ตัวคนร้ายงั้นเหรอ" ชายตรงหน้าถามย้อนด้วยเสียงตื่นเต้น แววตาของเขาเปล่งประกาย ฉันรู้สึกถึงอารมณ์ดีใจ ตื่นเต้น และเล่ห์เหลี่ยมของนายตำรวจคนนี้ เพราะอย่างนี้สินะ เขาถึงได้มียศสูงทั้ง ๆ ที่หนุ่มขนาดนี้

"ก็ไม่แน่ ถ้าคุณช่วยฉัน ... เราจะหาตัวคนร้ายด้วยกัน" ฉันเริ่มต่อรอง จุดอ่อนของตำรวจคนนี้คือความโลภที่อยากจะได้ลาภยศชื่อเสียง ฉันจะใช้จุดนี้ในการดึงตัวเขาเข้ามาช่วย

ดูเหมือนเขาจะครุ่นคิดอยู่มาก เขามองหน้าและสบตาฉันคงเพื่อจะจับโกหกอะไรสักอย่าง แต่เสียใจ...ผู้หญิงมักโกหกได้เก่งกว่าผู้ชาย และผู้ชายก็จับโกหกได้ไม่เก่งเท่าผู้หญิงอีกด้วย ดังนั้น ในเวลานี้ มารยาของฉันที่มีอยู่มากพอควรจากการเรียนรู้ในหมู่เพื่อน ๆ ในโรงเรียนที่จิกกัดกันเป็นประจำ

"คุณจะไม่ช่วยฉันก็ได้ แต่การฆาตกรรมครั้งนี้ลึกลับกว่าที่คุณจะคิดออก เอาล่ะ ลืมเรื่องที่ฉันขอร้องไปซะ แล้วคุณมีอะไรจะสอบปากคำฉันก็เอาเลย"

"ก็ได้ ๆ ผมจะช่วยคุณ" คำพูดของฉันคงจะหนักแน่นพอ จึงทำให้เขาตกลงปลงใจในทันที

"ช่วยฉัน?" ฉันลองแกล้งทำเป็นย้อนเสียงสูง เขาก็พยักหน้าอย่างร้อนรน

"ใช่ ๆ ผมจะช่วยคุณ แต่คุณต้องรู้ฆาตกรแน่นะ"

"แน่นอน .... แต่ตอนนี้พาฉันไปดูรูปที่ถ่ายสถานที่ตายของ....เขาหน่อย" ฉันเริ่มน้ำตาซึมอีกครั้ง แต่ก็กลั้นไม่ให้มันหยดลงอาบแก้มเอาไว้ได้ ชื่อของพี่กายฉันยังไม่อยากพูดขึ้นให้ตัวเองได้ยินอีกเลย เพราะมันอาจทำให้ฉันเสียน้ำตาอีกครั้ง

"งั้นตามมา ..."

.............................................

เขายื่นซองสีน้ำตาลเล็ก ๆ ให้ฉัน มันคงเป็นซองที่เก็บรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ด้วยยศของเขา ทำให้เขาสามารถหลอกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพื่อเอาซองนี้มาให้ฉันได้อย่างง่ายดาย ฉันรับมันมาแล้วเปิดออก ภายในมีรูปภาพที่อัดเรียบร้อยอยู่ 2-3 รูป ฉันเริ่มดูแต่ละรูป มันแทบทำให้ฉันอาเจียนออกมาพร้อมน้ำตา การได้ดูรายละเอียดของศพชัด ๆ อีกครั้งมันทำให้ภาพของศพก่อนที่ฉันจะช็อคจนสลบไปปรากฏขึ้นในหัวอีกครั้ง

พวกเขาถ่ายภาพได้คมชัดและเก็บรายละเอียดได้มาก ใครเป็นคนถ่ายกันนะ... ฉันอยากจะฆ่าเขาซะตอนนี้เลย ... ข้อหาที่ทำให้ฉันต้องมาร้องไห้อีกครั้ง ร้องไห้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่อยากร้องตอนนี้

"เขาเป็นใครที่คุณรู้จักใช่ไหม?" นายตำรวจตั้งข้อสังเกต "คุณจะร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงเขา"

"ใช่.." ฉันยิ้มให้เขาทั้ง ๆ ที่ใจไม่สั่งให้ยิ้มเลยสักนิด "เขาเป็นแฟนฉันเอง เมื่อวานฉันยังมาหาเขาที่ห้องสมุดอยู่เลย"

"คุณเห็นเขาที่ห้องสมุดก่อนเขาจะตาย?" นายตำรวจถามด้วยสีหน้ากระตือรือล้น

"ใช่ ... ฉันมาหาเขา ..." ฉันกำลังจะบอกว่าฉันฝันแปลก ๆ ก่อนที่จะมาหาพี่กาย แต่นายตำรวจผู้บ้ายศศักดิ์กลับชิงถามต่อก่อน

"แล้วคุณเห็นใครอยู่กับเขา ...ในห้องสมุดบ้าง?"

"เอ่อ... ฉันเห็นยายแก่ ๆ คนหนึ่งมาทำความสะอาด ส่วนพี่กาย ... ฉันหมายถึงคนที่ถูกฆ่า กำลังจัดเก็บหนังสือขึ้นชั้นกับบรรณารักษ์อยู่ .... แต่.."

"เดี๋ยว! ทำไมตอนที่ผมสอบปากคำบรรณารักษ์ ... เธอบอกว่า เธอไม่ได้อยู่ในห้องสมุดในวันเกิดเหตุล่ะ"

"อะไรนะ?" ฉันเริ่มสงสัยทันที ทำไมยัยบรรณารักษ์นั่นไม่พูดความจริงล่ะ...

"ผมว่าเริ่มมีอะไรไม่ชอบมาพากล" นายตำรวจยิ้มให้กับความสำเร็จของตัวเองทั้ง ๆ ที่มันยังไม่เริ่มเลย "ร่วมมือกับคุณแล้วมันง่ายอย่างนี้นี่เอง เดี๋ยวผมจะรีบไปจับเธอเลย ..."

"ไม่!...ฉันไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นฆาตกร เราจะไปสอบปากคำเธอกันใหม่ เดี๋ยวนี้!"

"ทำไมจะไม่ใช่ .... ก็เธอโกหก เธอต้องเป็นฆาตกรแน่"

"คิดตื้น ๆ แบบนี้อยากกลับไปยศต่ำต้อยเหมือนเดิมไหมล่ะหา!" เพราะนายตำรวจยังดื้อดึงทำท่าจะไปจับยัยบรรณารักษ์นั่น ฉันจึงต้องรีบห้ามเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ สิ่งที่ฉันต้องการคือจับฆาตกรที่แท้จริง ซึ่งฉันสังหรณ์ว่าไม่ใช่ยัยบ้านั่น และอาจไม่ใช่คน ... ( แต่ในใจฉันจริง ๆ แล้วอยากให้เขาลากยัยนั่นเข้าคุกไปซะจริง ๆ ข้อหาแย่งแฟนชาวบ้าน ...)

"คุณหมายความว่าอะไร?"

"ถามโง่ ๆ ฉันหมายถึงยัยบรรณารักษ์นั่นอาจจะไม่ใช่ฆาตกร เราต้องมีหลักฐาน และต้องคั้นให้ตาย ..."

"แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง?"

"ก็อย่างที่บอก เราจะไปสอบปากคำเธอใหม่เดี๋ยวนี้ ..."

จบตอน 4


edit @ 2006/06/08 23:29:34

2006/Jun/08

Keys - 13 กุญแจไขปริศนา โรงเรียนมรณะ
ตอนที่ 3 : ความฝัน

*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

"กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

ฉันร้องลั่นด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกที ฉันก็กลับมาอยู่ในห้องเรียนอีกครั้ง ฉันมองไปรอบ ๆ ตัวอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่เห็นมันฟ้องว่าอยู่ในห้องเรียน โดยเฉพาะกระดานดำอันใหญ่ที่ติดอยู่ฝาผนังหน้าห้อง มันยังคงมีตัวหนังสือที่อาจารย์เขียนไว้ติดอยู่

นี่ฉันฝันไปหรือเนี่ย???

ฉันเผอเอามือกุมหน้าอก หัวใจของฉันเต้นรัว หยดเหงื่อเกาะพราวบนใบหน้าฉัน ภาพในความฝันเมื่อครู่ยังคงติดตาฉันอยู่

มันเหมือนจริงเหลือเกิน .....

ฉันมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง เย็นมากแล้ว ... ความมืดเริ่มย่างกรายเข้ามาแทนที่แสงสว่างตามธรรมชาติ ท้องฟ้ายังคงเป็นสีคราม ผิดกับก้อนเมฆที่ดูดแสงสีแดงจากดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าเอาไว้ มันเหมือนกับสีของโลหิตที่ลอยตัดกับสีครามของท้องฟ้าอย่างกลมกลืนชวนให้ขนลุก ฝูงนกกาบินกลับเข้ารังส่งเสียงน่ารำคาญ ค้างคาวฝูงใหญ่บินพาดผ่านท้องฟ้าคล้ายแพรผ้าสีดำที่กำลังปลิวไสวอยู่บนท้องฟ้า ...

ฉันลุกขึ้นอย่างสลึมสลือพร้อมกับถือกระเป๋าเดินออกไประเบียงทางเดินหน้าห้องเรียน

ไม่มีใครอยู่ที่ระเบียงเลยสักคนเดียว บรรยากาศแห่งความน่ากลัวนี้ ฉันคุ้นเคยมันอีกแล้ว

ฉันก้าวเดินตรงไปที่ทางออกของอาคาร เสียงฝีก้าวของฉันดังขึ้นเป็นจังหวะ หัวใจของฉันที่เคยเต้นรัวเริ่มเต้นช้าลงแต่ก็ยังไม่เป็นจังหวะ ฉันปาดเหงื่อที่เกาะบนใบหน้าออก

ฉันคิดไปถึงภาพในความฝันอีกครั้ง ...
คนคนนั้น คนที่กลายเป็นศพ ...

เขาเป็นใคร?

ใจฉันเต้นแรงขึ้นอีกแล้ว แค่คิดถึงภาพเมื่อครู่ที่มันยังติดในหัว บางที ฉันควรจะไปที่ห้องสมุด ถ้าหากคนคนนั้นเป็นพี่กายล่ะ!

ฉันออกวิ่งไปที่ห้องสมุด ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับประตูใหญ่ของโรงเรียน อาคารเก่า ๆ ตั้งอยู่เบื้องหน้าของฉัน ประตูไม้เก่า ๆ ปิดเอาไว้ แต่แสงสว่างยังคงส่องออกมาตามซี่ไม้

ฉันยื่นมือออกไปแตะประตู

เอี๊ยด......
มันค่อย ๆ แง้มเปิดออกอย่างง่าย ๆ เนื่องจากไม่ได้ล็อคเอาไว้ ฉันลองส่องมองเข้าไป แสงสว่างส่องออกมาจากโคมไฟที่โต๊ะบรรณารักษ์ แต่ไม่มีใครสักคนประจำอยู่ที่โต๊ะ ฉันพยายามมองตรงลึกเข้าไปในห้องสมุด ที่ชั้นหนังสือต่าง ๆ เพื่อหาดูว่ามีใครอยู่หรือไม่ ฉันมองลึกเข้าไป แต่แสงจากโคมไฟอันเล็กไม่สามารถส่องลึกเข้าไปได้ มันส่องไปได้ถึงแค่ตู้หนังสือที่สามเท่านั้น

"มีใครอยู่บ้างไหมคะ"
ฉันตะโกนเข้าไปก่อนจะเปิดประตูออกให้กว้างแล้วก้าวเข้าไปช้า ๆ
"มีใครอยู่บ้างไหมคะ?"

ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา นอกจากเสียงสะท้อนของฉันเอง ...
กับเสียงกุกกักที่ดังออกมาจากข้างในห้องสมุด .... ลึกเข้าไป
ตอนนี้ฉันก็ได้ตระหนัก ถึงความฝันนั้น

เหมือนความฝันนั้น ... เหมือนจริง ๆ

เสียงกุกกักนั่น ก็อาจจะเป็นเสียงของโครงกระดูกผีเหมือนในฝันของฉันก็ได้
ฉันหันหลังกลับ เตรียมเผ่นหนี ....

แต่มือสีขาวซีดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจับไหล่ของฉัน และรั้งไม่ให้ฉันวิ่งหนีไปไหน
มือนั้นขาวซีดปราศจากสีสัน นอกจากเส้นเลือกที่เห็นทะลุผิวหนังขึ้นมาแล้ว สีเล็บก็ยังสีดำสนิท อีกทั้งผิวหนังของมันยังเหี่ยวย่นและผอมแห้งจนเห็นกระดูกที่โปนออกมา
ฉันจำไม่ได้ว่า ห้องสมุดมีบรรณารักษ์ที่แก่ขนาดนี้ ...
มือนั้นบีบไหล่ฉันเบา ๆ ก่อนจะแรงขึ้นเรื่อย ๆ

"มา...ทำ...อะ...ไร...ที่...นี่" เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นจากข้างหลัง ฉันรู้สึกขนลุกซู่ เสียงนั้นสั่นระริกเหมือนเสียงของคนแก่ เสียงหายใจฟืดฟาดของมันทำให้ฉันอกสั่นขวัญหาย ฉันจินตนาการไปถึงสัตว์ประหลาดที่ดูในภาพยนตร์เมื่อสามวันก่อน

ฉันกลั้นใจเอี้ยวตัวหันกลับไปมอง ... เจ้าของมือและเสียงปริศนา

และฉันก็ได้เห็น ...

ยายแก่คนหนึ่งใบหน้ายิ้มแย้มยืนอยู่เบื้องหน้า เธอขยับปากถามอีกครั้งด้วยคำถามเดิม ฉันอึ้งไปชั่วครู่ และเพ่งไปที่ร่างของหญิงชรา เธอสวมเสื้อสีเหลืองแสดงตัวว่าเป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงเรียน

"เอ่อ ... ฉันมาหาคนน่ะค่ะ" ฉันตอบเธอไป ก่อนจะยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อที่เกาะอยู่บนใบหน้า "แล้ว...มีคนอยู่ในนี้อีกไหมคะ นอกจากคุณยาย"
"อืม...มีอีกสองคน"
"ใครคะ"
"นักเรียนหนึ่งคน กับบรรนารักษ์ ช่วยกันทำงานอยู่ตรงนู้นน่ะ แต่ไฟมันเสีย เลยเปิดไม่ได้" เธอตอบด้วยเสียงเย็นยะเยือก ขณะที่ชี้นิ้วเข้าไปข้างใน ตรงที่มีเสียงกุกกัก

ฉันกล่าวขอบคุณแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือที่หญิงชราชี้ ฉันไม่ชอบคนแก่เท่าไหร่นัก อีกทั้ง เมื่อครู่เธอยังทำให้หัวใจฉันแทบหยุดเต้น ฉันจึงทนยืนอยู่กับเธอนาน ๆ ไม่ได้

เสียงกุกกักดังขึ้น และฉันก็เห็นแสงไฟริบหรี่จากชั้นหนังสือ

พี่กายอยู่ที่นั่น เขากำลังช่วยบรรณารักษ์สาวเก็บหนังสือเข้าชั้นอยู่

"พี่กายคะ" ฉันเรียกเขาเบา ๆ ทั้ง ๆ ที่ในใจอยากจะตะโกนใส่หน้าเขา
"หืม...อ้าว...ฝน มาได้ไง" เขายังยิ้มตอบได้โดยไม่สนใจใบหน้าบึ้งตึงของฉัน อีกทั้งยังทำงานจัดหนังสือต่อไป โดยไม่หยุดรอคำตอบจากฉันเลย

ตอนนั้นฉันรู้สึกโกรธและโมโหพี่กายมาก เขาเห็นฉันเป็นตัวอะไร เขาไม่แสดงอาการท่าทีใด ๆ เมื่อเจอหน้าบึ้ง ๆ ของฉัน เขาแทบจะไม่สนใจฉันเลยด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ฉันเป็นห่วงเขาแทบตาย เมื่อผสมกับความรู้สึกเมื่อครู่ที่ทำให้ฉันหัวใจแทบเต้นออกจากอกแล้ว มันทำให้ฉันฟิวส์ขาดในทันที

"ฉันอุตส่าห์ตามหาพี่ ฉันเป็นห่วสงพี่นะ!!!!" ฉันตะโกนใส่หน้าเขาจนพี่กายสะดุ้ง หนังสือในมือร่วงลงพื้น ฉันมองไปที่บรรณารักษ์สาว ท่าทีของเธอเหมือนไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น มันยิ่งทำให้ฉันมีน้ำโห

"พี่ไม่สนใจฉันเลยใช่ไหม!!" ฉันมองหน้าพี่กายที่ออกงง ๆ เขาไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ
ฉันวิ่งไปที่ประตูทางออก และหยุดอยู่ที่ประตู เผื่อว่าใครบางคนอาจจะตามมาง้อ แต่ก็ไม่ ...

ฉันเริ่มออกวิ่งกลับบ้าน ด้วยน้ำตา .....

...........................................................

ภายในห้องที่มืดสลัว หญิงท้องแก่คนหนึ่งนอนล้มพับอยู่ที่พื้นเย็นเฉียบ รอบกายของเธอเต็มไปด้วยจอบ เสียม บัวรดน้ำ หรือแม้แต่พลั่วอันใหญ่ที่ใช้ขุดดิน เสียงเปิดประตูดังขึ้นเอี๊ยดอ๊าด ก่อนจะตามด้วยเสียงปิดประตูปัง หญิงท้องแก่ลืมตาขึ้นด้วยความสลึมสลือ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ แววตาและสีหน้าของเธอฉายแววหวาดกลัวและตื่นตระหนก

เงาดำของร่างผู้มาเยือนค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ผมของผู้มาเยือนยาวสยาย ทรวดทรงของเงาดำฉายความเป็นหญิงออกมาอย่างชัดเจน ในมือขวาของเธอมีค้อนอันใหญ่ส่องประกายวาววับเมื่อต้องแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ส่วนอีกมือมีกล่องอุปกรณ์สีแดงสด มันส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งมาจากข้างใน คงจะมีอะไรบางอย่างขนาดเล็ก ๆ อยู่เต็มกล่อง

หญิงสาวที่แผ่กายอยู่บนพื้นพยายามขยับตัวหนี แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนองความต้องการของเธอ หญิงสาวอ้าปากพงาบ ๆ หวังเพื่อจะร้องเรียกให้ใครสักคนมาช่วย แต่สิ่งที่ออกมาจากลำคอก็มีเพียงลมปากเปล่าเท่านั้น
ผู้มาเยือนค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ กายของหญิงตั้งครรภ์ เธอเห็นหน้าของผู้มาเยือนชัดเจนขึ้น เธอเป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง แววตาของเธออ่อนโยนแต่ซ่อนความน่าสะพรึงไว้ภายใน เธอใส่เสื้อสีขาว กับกระโปรงสีเทาในแบบยูนิฟอร์มของโรงเรียน เธอคงเป็นนักเรียนคนหนึ่ง

"สวัสดีค่ะ อาจารย์" นักเรียนสาวกล่าวทักทายด้วยเสียงเย็นยะเยือก รอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมคำทักทาย แต่มันกลับทำให้ผู้โดนทักน้ำตาร่วง

หญิงท้องแก่คงเป็นอาจารย์ของเธอ แต่ทำไม......

กึก!
เสียงกล่องเครื่องมือถูกเปิดออก ข้างในมีตะปูเข็มเล็ก ๆ ที่ใช้กลัดสิ่งของจำนวนมาก นักเรียนสาวหยิบเอาตะปูเข็มอันแรกขึ้นมา แล้วจ่อมันไปที่ข้อมือของอาจารย์

แล้วตอกมันลงไปด้วยค้อนขนาดใหญ่ที่เธอเอามาด้วย

หนึ่งเล่ม... สองเล่ม...สามเล่ม... เธอตอกไล่จากข้อมือขึ้นมาเรื่อยๆ ถึงต้นแขนด้านในของอาจารย์สาว แล้ววกไล่ลงมาแถวหน้าอกและซี่โครง คุณครูพยายามร้องครวญครางอยู่ตลอดแต่ไม่มีเสียง... เด็กสาวค่อยๆฝังตะปูเข็มให้อาจารย์ไปเรื่อยๆ บางจุดก็เผลอตอกเสียจนทะลุเข้าไปในร่างของคุณครูจนมิด

ตะปูเข็มเล่มสุดท้ายถูกตอกลงไปอย่างแรง แต่ดูเหมือนลูกศิษย์สาวจะยังไม่พอใจ จึงกระหน่ำทุบลงไปที่ตะปูเข็มเล่มนั้นอย่างหนักมือ จนผิวหนังบริเวณนั้นของอาจารย์ปรากฏรอยจ้ำเขียวคล้ำ เธอจึงพอใจแล้ววางค้อนลง
แล้วค่อย ๆ ล้วงเอาคัตเตอร์ขนาดพกพาจากกระเป๋าออกมาแทน ....

"มาสนุกกันหน่อย"

นักเรียนสาวพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่เอามีดคัตเตอร์ในมือกรีดหน้าท้องพอง ๆ ของอาจารย์สาวให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วถลกเอาแผ่นหนังบริเวณนั้นออกมา เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ซึมออกมาจากบริเวณที่ไม่มีผิวหนัง

"ล้างแผลกันก่อนนะคะ เดี๋ยวติดเชื้อ" เด็กสาวบอกร่างที่นอนน้ำตาไหลอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเดินไปหยิบเอาฝักบัวใกล้ ๆ ที่ภายในบรรจุน้ำจนเต็ม ...

น้ำ...
"น้ำเกลือเข้มข้น ล้างแผลได้สะอาดดีนะคะ"

เด็กสาวค่อย ๆ รดน้ำเกลือจากฝักบัวลงไปที่แผลนั้น ดวงตาของครูสาวเบิกโพลงในทันทีด้วยความเจ็บแสบทรมาน น้ำเกลือเข้มข้นกำลังกัดแผลของครูสาว

เสียงหัวเราะดังมาจากคนที่พอใจในผลงานของตน เธอวางบัวรดน้ำลง ก่อนจะค่อย ๆ กรีดซ้ำที่แผลนั้นอีกครั้งด้วยคัตเตอร์ แรงกดที่มากขึ้นทำให้เกิดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ ที่มองเห็นภายในร่างกายของครูสาว

"ลูกอาจารย์จะน่ารักไหมนะ?" เธอแกล้งถามอาจารย์ แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นครูสาวสลบไปแล้ว "อย่าหลับสิคะ!!"

นักเรียนสาวเอ็ดเสียงดัง ก่อนจะจ้วงแทงหน้าท้องของอาจารย์สาวอย่างแรงจนแผลฉีกออกเป็นแผลขนากใหญ่ ที่มองเห็นเครื่องในของครูสาวได้อย่างชัดเจน เจ้าของร่างที่ถูกทรมานสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความเจ็บปวด
นักเรียนสาวยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นอาจารย์ของตนตื่นขึ้น เธอค่อย ๆ เอามือล้วงเข้าไปในช่องท้องที่ถูกเปิดออกเมื่อครู่ แล้วล้วงเอาไส้ยาว ๆ ออกมาจากช่องท้องของคุณครูแล้วยื่นไปให้เจ้าของอวัยวะดู กลิ่นคาว ๆ ของมันทำให้เจ้าของไส้อาเจียนในทันที

"อ้าว ... อาจารย์เป็นอะไรไปคะ อ๋อ สงสัยแพ้ท้องอยู่ กินอะไรแก้แพ้หน่อยไหมคะ" นักเรียนสาวถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังคล้ายเป็นห่วง แต่การกระทำกลับไม่ใช่ ... เธอค่อย ๆ ยัดเอาไส้ที่อยู่ในมือของตนเข้าไปในปากของครูสาว เธอยัดเข้าไปเรื่อย ๆ จนครูสาวอาเจียนออกมาอีกครั้ง

เลือดสีแดงปนออกมากับอาเจียนของอาจารย์

แต่นักเรียนสาวไม่สนใจ เธอปล่อยมือออกจากไส้ปล่อยให้มันคาปากอาจารย์ไว้อย่างนั้น แล้วเพ่งความสนใจไปที่ช่องท้องของอาจารย์แทน

"ชักอยากจะเห็นหน้าลูกอาจารย์แล้วสิ จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนะ?"

เธอแหวกแผลที่หน้าท้องนั้นให้กว้างออก ก่อนจะล้วงมือเข้าไปควานหาอะไรบางอย่าง เธอควานหาอยู่สักพักโดยไม่ได้สนใจเลยว่าใบหน้าของอาจารย์สาวกำลังเปลี่ยนไป เลือดกำลังทะลักออกจากปากของเธอเหมือนท่อน้ำปะปาแตก นักเรียนสาวควานหาสักพักก็เจอสิ่งที่เธอตามหาอยู่

เธอหยิบมีดด้วยอีกมือแล้วกรีดลงไปที่อวัยวะนั้น มันคือมดลูก หลังจากที่กรีดจนมดลูกฉีกขาดจนหมด เธอก็เห็นตัวอ่อนของทารกวัย 7 เดือนอยู่ข้างใน ...

"น่ารักจริง ๆ นะคะ" เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูมีเลศนัย ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบเอาบัวรดน้ำนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ...

แล้วราดลงไปที่ตัวเด็ก ...

ตัวอ่อนของทารกวัย 7 เดือนดิ้นพล่านไปมาอยู่ในมดลูก น้ำเกลือเข้มข้นพิเศษคงจะกัดกร่อนผิวหนังของเขาอย่างรุนแรง เขาคงแสบทรมานมาก เพราะบางครั้งเขาก็ดิ้นแรงจนน้ำคล่ำกระฉอกออกมาจากมดลูก

น่าเสียดายที่เขาคงจะตายตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก ... ช่างเถอะเพราะตอนนี้น้ำเกลือก็คงจะกัดกร่อนตาเขาไปแล้ว เพราะมันเป็นส่วนที่บอบบางขนาดนั้น

เด็กสาวละสายตาออกจากทารกน้อย แล้วเดินไปหยิบคัตเตอร์ขึ้นมากระหน่ำกรีดลงบนผิวหนังชของครูสาวจนเหวอะหวะไปทั้งร่าง เด็กสาวยิ้มให้กับผลงานของตน ก่อนจะหยิบบัวรดน้ำขึ้นมาแล้วรดไปทั่วร่างของอาจารย์
เธอดิ้นพล่านพร้อมกับกรีดร้องทั้ง ๆ ที่ไม่มีเสียง ... เด็กสาวไม่สนใจ เธอเดินไปที่ตู้เก็บอุปกรณ์ และเลือกกรรไกรตัดกิ่งไม้กลับมาที่อาจารย์ที่ดิ้นพล่านอยู่

เด็กสาวนั่งคล่อมตัวอาจารย์ เธอหงุดหงิดเล็กน้อยที่อาจารย์ไม่หยุดดิ้น เธอมองไปที่ช่องระบายอากาศข้างบน ดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงแล้ว เธอมีเวลาเหลืออีกไม่นาน เด็กสาวก้มลงไปจูบที่หน้าผากของอาจารย์ แล้วเอากรรไกรตัดกิ่งไม้นั้นตัดที่จมูกของครูสาวจนมันหลุดออกมาจากใบหน้าของเธอ

เลือดสีแดงสดพุ่งเป็นน้ำพุออกจากใบหน้าส่วนที่เคยมีจมูกของครูสาว

นักเรียนสาวล้วงแผลนั้นด้วยสองนิ้ว แล้วควานหาอะไรสักอย่างในรูจมูกของอาจารย์ เธอยิ้มเมื่อพบสิ่งที่เธอหา
นักเรียนสาวคีบสมองออกมาจากรูจมูกของครูสาวด้วยสองนิ้วนั้น ....

จบตอน 3


edit @ 2006/06/08 23:29:15